นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.)กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนกับความสามารถทางการแข่งขันของการส่งออกข้าวไทย 4 ประเภท ประกอบด้วย ข้าวเปลือก ข้าวกล้อง ข้าวสาร และปลายข้าว ระหว่างปี 2552-61 ไปยังตลาดสำคัญเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในแต่ละตลาด พบว่าการส่งออกข้าวแต่ละชนิด แต่ละตลาดได้รับ ผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทที่ต่างกัน และยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความแตกต่างระหว่างราคาของ คู่แข่ง และประเภทของข้าว เป็นต้น
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า ชนิดข้าวและตลาดที่ค่าเงินไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าว ส่วนมากเป็นตลาดข้าวพรีเมี่ยม ราคา นำเข้าข้าวของแต่ละตลาดอยู่ระดับสูง ประกอบกับราคาข้าวไทยต่ำกว่าประเทศอื่น การเพิ่มขึ้นของค่าเงินบาทจึงไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดดังกล่าว เช่น ตลาดข้าวกล้องในอียู สหราชอาณาจักร เบลเยียม และเนเธอรแลนด์ มีมูลค่าการนำเข้าเฉลี่ยปีละ 258.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 137.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และ 94.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ และพบว่าไทยยังมีส่วนแบ่งตลาดในประเทศเหล่านี้ยังน้อย
นอกจากนี้ ตลาดข้าวสารในสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าการนำเข้า เฉลี่ยปีละ 666 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ1 ที่ 67.0% และมีมูลค่านำเข้าเฉลี่ยปีละ446.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รองลงมาเป็นอินเดีย และปากีสถาน มีส่วนแบ่งตลาด 19 % และ 2.6% ตามลำดับ ข้าวสารในตลาดสหรัฐฯราคาค่อนข้างสูง และราคาของไทยยังต่ากว่าราคาของอินเดียและปากีสถาน แต่ทั้งสอง ประเทศกลับมีอัตราการขยายตัวที่ดีกว่าไทย สะท้อนถึงราคาไม่ใช่ปัจจัยสาคัญในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ นอกจากนี้ ค่าเงินของไทยแข็งค่ากว่าค่าเงินอินเดีย แต่ราคาข้าวไทยกลับเพิ่มน้อยกว่า ดังนั้น ค่าเงินที่แข็งค่าไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขันตลาดข้าวในสหรัฐฯ
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า ตลาดที่ค่าเงินมีความเสี่ยงจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าว เป็นตลาดที่แข่งขันด้วยราคา ประกอบกับราคาข้าวไทยอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าประเทศคู่แข่ง เมื่อค่าเงินสูงขึ้นมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อความสามารถทางการ แข่งขัน เช่น ตลาดข้าวสารในจีน ไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 2 มีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 267.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีสัดส่วน 30% รองจากเวียดนาม ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาด 52.6% ราคาข้าวไทยแพงกว่าเวียดนาม 1.6 เท่า ทำให้เวียดนามมีความสามารถทางการแข่งขันที่สูงกว่า
นอกจากนี้ตลาดจีนยังมีคู่แข่งหน้าใหม่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาที่สูงขึ้นคาดว่าจะกระทบต่อการส่งออกข้าวไทย เช่นเดียวกันกับตลาดข้าวสารใน สาธารณรัฐเบนิน ไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่1 มีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 75.60 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีส่วนแบ่งตลาด 41.4% รองลงมาเป็น อินเดีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีส่วนแบ่งตลาดที่ 21.5% และ 13.3% ตามลาดับ โดยความต้องการนาเข้าข้าวของเบนินในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา หดตัว7.4% สวนทางกลับราคานาเข้าข้าวที่เพิ่ม ถึง 23.9%
โดยภาพรวมราคาข้าวของแต่ละประเทศค่อนข้างใกล้เคียงกัน การเพิ่มขึ้นของราคาข้าวในอนาคต คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขันได้ และในส่วนของตลาดปลายข้าว ทั้ง 4 ตลาด คือ เซเนกัล โกตดิวัวร์ จีน และอินโดนีเซีย ไทยเป็นผู้นำตลาด แต่ราคาขายข้าวของไทยสูงกว่าคู่แข่งค่อนข้างมาก ทาให้การแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นข้อจำกัดต่อการส่งออกและส่งผลกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขัน
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า เพื่อลดผลกระทบจากการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยน แนะนำให้ผู้ส่งออกข้าวมีการใช้เงินสกุลท้องถิ่นทดแทนเงินเหรียญสหรัฐฯมากขึ้น โดยเฉพาะการขายข้าวในตลาดจีน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลจีน ที่ต้องการให้เงินหยวนมีบทบาทในระดับนานาชาติมากขึ้น นอกจากนี้ผู้ส่งออก ปลายข้าวควรมีกระจายสินค้าไปตลาดอื่นๆ มากขึ้น หลังพบว่ามีการจุกตัวของตลาดส่งออกค่อนข้างสูง ด้านข้าวกล้องซึ่งความต้องการในตลาดโลกขยายตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และมีราคาอยู่ในเกณฑ์สูง แต่ไทยยังมีส่วนแบ่งตลาด ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นผู้ส่งออกและผู้ผลิตควรให้ความสำคัญกับข้าวชนิดนี้เพิ่มขึ้น สำหรับในระยะยาวเน้นการส่งเสริม ให้มีการวิจัยเพื่อสร้างผลติ ภัณฑ์ที่มูลค่าเพิ่มจากข้าวในเชิงพาณิชย์

