บีโอไอชี้ไทยถูกเบียดลงทุนซีแอลเอ็มวี จากอันดับต้นถูกถีบรั้งท้าย หลังเพื่อนบ้านแห่หันไปเปิดบ้านต้อนรับดึงทุนประเทศศักยภาพทั้งจีน เกาหลี สิงคโปร์ ลงทุนแทน แนะรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์เข้าไปลงทุน อย่าไปตายเดี่ยว
นายชูวงศ์ ตั้งคุณสมบัติ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ได้แนะนำให้ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการไปลงทุนในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ให้รวมตัวกันเข้าไปลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ ลักษณะเดียวกับบริษัทจากญี่ปุ่น ที่เข้ามาลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ มีกลุ่มบริษัทใหญ่เข้าไปลงทุนก่อน และมีกลุ่มผู้ผลิตรายเล็กเข้าไปรับช่วงการผลิตอีกทอดหนึ่ง เนื่องจากขณะนี้การแข่งขันการลงทุนในกลุ่มประเทศดังกล่าวสูงขึ้น ล่าสุดนักลงทุนไทยถูกเบียดอันดับมาอยู่รั้งท้าย ถูกนักลงทุนจากประเทศจีน เกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ ขยับขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ แทน
“ตอนนี้การเข้าไปลงทุนในต่างประเทศเปิดกว้างอย่างมาก และมีการแข่งขันที่สูงขึ้น เห็นได้จากการลงทุนของต่างชาติในลาว กัมพูชา เมียนมา เปลี่ยนแปลงไปมากเมื่อเทียบกับเมื่อหลายปีก่อน แต่ก่อนมีไม่กี่ประเทศ และไทยถือเป็นกลุ่มทุนรายใหญ่ที่เข้าไปลงทุน แต่ช่วงหลังเริ่มมีการแข่งขันสูงขึ้น เห็นได้จากอันดับการเข้าไปลงทุนในกลุ่มซีแอลเอ็มวี มีหลายประเทศเข้ามาเบียดลงทุนแซงหน้าไทยหมดแล้ว ขณะเดียวกันบรรดานักลงทุนท้องถิ่นในกลุ่มประเทศนี้ ยังได้พยายามเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ เน้นดึงลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น และให้ความสำคัญกับนักลงทุนจากทวีปยุโรป และญี่ปุ่น เนื่องจากมีศักยภาพสูง”
ทั้งนี้นักลงทุนไทย ต้องยกระดับการพัฒนาทางเทคโนโลยีไปพร้อมกับประเทศเพื่อนบ้าน พัฒนาสินค้าให้ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเห็นได้ชัดว่า บริษัทจากประเทศจีนที่ลงทุนในต่างประเทศจะมาลงทุน 2 ด้าน คือ เข้าไปลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อเข้าไปหาเทคโนโลยีและพัฒนาองค์ความรู้ และอีกด้านหนึ่ง คือ ไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อเป็นการผ่องถ่ายเทคโนโลยีให้ประเทศที่เข้าไปลงทุนด้วย เป็นการยกระดับการเข้าไปลงทุนต่างประเทศ
อย่างไรก็ตามการออกไปลงทุนในต่างประเทศต้องอาศัยความพร้อมหลายมิติ ทั้งองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจ การตลาด การเงินระหว่างประเทศ ความรู้ความเข้าใจกฎหมายท้องถิ่นของแต่ละประเทศ ความเข้าใจกฎหมายระหว่างประเทศ บริบททางด้านสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เพื่อกำหนดกลยุทธ์ให้สอดคล้องกัน
“ที่ผ่านมาบีโอไอ พัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมการลงทุนไทยในต่างประเทศ มาตั้งแต่ปี 54 จำนวน 15 รุ่น จบหลักสูตรไปแล้ว 546 ราย ซึ่งเข้าไปลงทุนและร่วมลงทุนในต่างประเทศแล้วจำนวน 179 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ก่อสร้าง อุปกรณ์ตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ และปิโตรเคมีและพลาสติก โดยประเทศที่ไปลงทุนมากที่สุดอยู่ในกลุ่มอาเซียน คือ เมียนมา เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา และอินโดนีเซีย รองลงมาคือกลุ่มยุโรป เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออก

