สสว.เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในเดือนมี.ค.เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 101.4 รับอานิสงค์การท่องเที่ยวช่วงปิดเทอมบูม คาดการณ์ 3 เดือนหน้าหดตัวจากความไม่แน่นอนการจัดตั้งรัฐบาล
นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการ (ทีเอสเอสไอ) ประจำเดือนมีนาคม 2562 ว่า อยู่ที่ระดับ 101.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่อยู่ระดับ 99.6 ซึ่งความเชื่อมั่นกับมาเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าฐานที่ระดับ 100 อีกครั้งจากองค์ประกอบด้านยอดจำหน่ายและกำไรเป็นหลัก สาเหตุเนื่องจากประชาชนเดินทางกลับไปเลือกตั้งประกอบกับเป็นช่วงปิดเทอม ส่งผลให้มีการเดินทางท่องเที่ยวสูงกว่าปกติ และเป็นช่วงเร่งซ่อมแซมอาคารและโรงเรือนภาคการเกษตรอย่างไรก็ตามประชาชนยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย จะใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็น
สำหรับดัชนีทีเอสเอสไอไตรมาสที่ 1 (มกราคม-มีนาคม) ปี 2562 ความเชื่อมั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 101.6 จากระดับ 99.6 ในไตรมาสก่อน ผู้ประกอบการกลับมามีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับดีในรอบ 12 เดือน จากการใช้จ่ายในเทศกาลต่างๆ ในไตรมาสที่ 1 และความหวังจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้ดัชนีดังกล่าวมีการจำแนกตามสาขาธุรกิจ โดยสาขาธุรกิจที่มีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางธุรกิจโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี คือ ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นและมีค่าเกินค่าฐานที่ 100 ได้แก่ สาขาค้าส่งวัสดุก่อสร้าง ค้าปลีกสถานีบริการน้ำมัน บริการด้านสุขภาพและความงาม การท่องเที่ยว สันทนาการ/วัฒนธรรม/การกีฬา ด้านการขนส่งสินค้า ขนส่งมวลชน โรงแรม/เกสต์เฮาส์/บังกะโล และร้านอาหาร/ภัตตาคาร
“ดัชนีทีเอสเอสไอ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ความเชื่อมั่นปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 99.6 ผู้ประกอบการยังคง มีความกังวล เนื่องจากประชาชนยังคงไม่ใช้จ่ายตามปกติ กำลังซื้อลดลง ผู้ประกอบการรอดูรัฐบาลใหม่ที่จะมาให้ความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ”นายสุวรรณชัย กล่าว
อย่างไรก็ตามจากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภาคการค้าและบริการ จำนวน 1,400 วิสาหกิจทั่วประเทศ ได้ข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการ ว่าต้องการให้ภาครัฐดูแลราคาสาธารณูปโภคให้มีความเหมาะสมกับต้นทุนของผู้ประกอบการ ดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ควรมีมาตรการลดหย่อนภาษีช่วยเหลือทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ต้องการให้ภาครัฐมีโครงการเงินกู้ให้ประชาชนพร้อมทั้งลดข้อกำหนดเพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกันควรมีแนวทางที่จะสนับสนุนแหล่งเงินทุนให้กับธุรกิจ พร้อมทั้งขยายช่องทางในการกู้ยืม/ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ควรยกเลิกภาษีซ้ำซ้อนที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ควบคุมด้านราคาเชื้อเพลิง การลดภาษีการนำเข้า และเน้นส่งเสริมการส่งออกมากขึ้น การลดดอกเบี้ย/ภาษี สำหรับรถยนต์ออกใหม่ การปรับค่าจ้างแรงงาน การปรับโครงสร้างหนี้/แก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้ประชาชน
รวมถึงต้องการให้พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้มีความเหมาะสมกับค่าแรงงานที่ปรับเพิ่มขึ้น ต้องการให้พัฒนาทางด้านการศึกษาให้เยาวชนมีความรู้ความสามารถสอดคล้องกับตลาดแรงงานในปัจจุบัน ดูแลค่าจ้างขั้นต่ำให้เหมาะสมกับต้นทุนของผู้ประกอบการ และต้องการให้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพื้นที่ในแต่ละจังหวัดมากขึ้นเพื่อเป็นการกระจายรายได้ออกสู่ภูมิภาค และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวใหม่เพิ่มเติมให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เร่งหามาตรการในการรักษาความปลอดภัยในการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ

