7 พฤษภาคม ที่กระทรวงพาณิชย์ มีการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการกำกับดูแลยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการประชุมว่า เป็นการประชุมครั้งที่ 2 หลังจากคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินคาและบริการ (กกร.) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ที่ประชุมเห็นชอบให้ใช้หลักการว่าจะทำเรื่องของต้นทุนก่อน โดยกำหนดกรอบการศึกษาที่ใช้ฐานข้อมูลจากโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ หรือ UCEP ที่มีรายการยาทั้งหมด 3,892 รายการ เป็นข้อมูลยาทั้งหมดที่มีจาก 30,000 กว่ารายการทั้งหมด
“เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดแลเป็นประโยชน์ที่สุด เนื่องจากยาในประเทศมีอยู่กว่า 30,000 ชนิด อ้างอิงจากบัญชีข้อมูลรายการยาและรหัสยามาตรฐานของไทย (Thai Medicines Terminology – TMT) ดังนั้นการจะต้องศึกษายาทั้งหมดที่มีทุกรายการคงจะทำได้ยากมาก” นายบุณยฤทธิ์ กล่าวและว่า คณะทำงานได้ศึกษาวิเคราะห์ต้นทุนโดยการให้โรงพยาบาลเอกชนทั้งหมดแยกต้นทุนที่มีการซื้อยาทั้ง 3,892 รายการและแจ้งเข้ามายังคณะทำงาน ซึ่งไทยมีโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด 353 แห่ง ทำให้ทราบว่าต้นทุนที่ซื้อมาเท่าไร ราคาขายให้ผู้ป่วยอยู่ที่เท่าไร เพื่อนำมาศึกษาวิเคราะห์ต่อไปและจะทราบว่าโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่งมีการเรียกเก็บค่ายาที่แตกต่างกัน ระดับกำไรเมื่อเทียบกับต้นทุนที่ซื้อมามีตั้งแต่อยู่ในระดับปกติจนสูงขึ้นไปถึง 800-900% ในบางรายการ และจะแตกต่างกันไปในแต่ละโรงพยาบาล ซึ่งตรงนี้เป็นข้อมูลที่เก็บไว้เพื่อศึกษาและบริหารจัดการต่อไป
นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกันคือ ราคาเวชภัณฑ์ และราคาบริการทางการแพทย์ ที่คาดว่าจะมีการจัดการในลำดับถัดไป ในส่วนของรายการเวชภัณฑ์มีอยู่ในยูเสปประมาณ 868 รายการ การรักษาพยาบาล 5,286 รายการ โดยต้องจัดทำฐานข้อมูลขึ้นมาในลักษณะเดียวกัน เพราะที่เป็นปัญหาคือ ยามีมาตรฐานของทีเอ็มทีกำกับอยู่ แต่เวชภัณฑ์กับบริการทางการแพทย์ไม่ได้มีทีเอ็มทีเป็นมาตรฐานกำกับอยู่ จึงต้องมีการจัดทำฐานข้อมูลเดียวกันขึ้นมาเพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบขึ้น โดยสร้างแนวคิดการรักษาพยาบาลแบบเอฟ ซี อาร์
“เอฟ” คือทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน ซึ่งจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งผู้รับการรักษาและสถานพยาบาล “ซี” คือการทำให้ผู้รับการรักษามีสิทธิเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในการรักษาตนเอง “อาร์” คือ กระบวนการรักษาที่มีเหตุมีผลและมีคุณภาพ หลักการ 3 อย่างนี้จะใช้นำมาวิเคราะห์เพื่อเสนอมาตรการเข้าสู่กกร.ต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้จะเสนอให้กกร.พิจารณาว่าจะเห็นชอบกับมาตรการที่เสนอหรือไม่ในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ “จริงๆแล้วมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน จึงจะมาดูว่าข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นๆ อาทิ กระทรวงสาธารณสุขด้วย ซึ่งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าคือ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่สามารถกำหนดให้มีการปิดป้ายแสดงราคา หรือหากพบว่ามีการจำหน่ายเกินราคา ก็จะมีโทษตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งหลักของข้อกฎหมายทั้งหมดคล้ายคลึงกันคือ ต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค”
นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้มาตรการที่จะนำเสนอกกร. เป็นเพียงข้อเสนอแนะเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วจะต้องรอให้กกร.เห็นชอบก่อนจึงจะกลายเป็นมาตรการได้ จึงต้องรอดูรายละเอียดพร้อมกันในการประชุมวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ แต่เบื้องต้นหลักการที่กล่าวมานี้ก็เป็นหลักการที่ใช้ในการพิจารณามาตรการที่จะนำเสนอกกร. ซึ่งที่ประชุมทั้งหมดก็เห็นชอบในหลักการนี้ร่วมกัน โดยหากกกร.เห็นชอบในมาตรการที่เสนอแนะแล้วก็มีอำนาจในการประกาศใช้มาตรการทันที แต่จะมีการนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้รับรู้หรือไม่นั้นแล้วแต่ดุลพินิจของกกร.เอง

