นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 เห็นชอบโครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ ให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ปล่อยกู้ให้นักศึกษาระดับปริญญาตรี และนักเรียนอาชีวศึกษา เรียนในสาขาวิชาเกี่ยวข้องกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน คือ อุตสาหกรรมระบบราง อุตสาหกรรมพาณิชย์นาวี และอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ โดยพบว่ายังมีบางสาขาที่ขาดแคลน และไม่ค่อยมีเด็กให้ความสนใจเรียน
นายลวรณกล่าวว่า ทั้งนี้หากมีการเข้าศึกษาในสาขาเกี่ยวข้องกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายและ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ภายใน 5 ปีการศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 -2566 และสามารถเรียนจนจบสาขาที่เลือกไว้ ลดดอกเบี้ยเหลือไม่เกิน 0.5% ต่อปี จากปกติ 1% ต่อปี และลดเงินต้นให้ 30-50% เปรียบเสมือนการให้ทุนการศึกษา ทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณ 8,500 ล้านบาท หรือใช้ปีการศึกษาละ 1,700 ล้านบาท ตั้งจึงเป้าหมายผลิตแรงงานเข้าระบบไม่น้อยกว่า 1.5 แสนคน
นายลวรณกล่าวว่า สำหรับในระดับปริญญาตรีมีสาขาที่เกี่ยวข้อง 588 สาขาวิชาเมื่อสำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาที่กำหนด กยศ. จะคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 0.5%ต่อปี และได้ส่วนลดเงินต้น 30% ส่วนระดับอาชีวศึกษา เมื่อสำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาที่กำหนด กยศ. จะคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 0.5% ต่อปี และได้ส่วนลดเงินต้น 50% อย่างไรก็ดี กรณีที่ผู้กู้ยืมเงินไม่สามารถสำเร็จการศึกษาหรือไม่ได้สำเร็จการศึกษาตามสาขาที่กำหนดไว้หรือผิดนัดชำระหนี้ จะไม่ได้รับส่วนลดเงินต้น โดยจะต้องชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่ กยศ. กำหนด
นายลวรณกล่าวว่า กยศ. จะพิจารณากำหนดสถานศึกษาและสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน โดยสามารถกำหนดหรือปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม
นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า รัฐบาลต้องการส่งเสริมอาชีวะศึกษามากกว่าจึงให้ส่วนลดกลุ่มอาชีวะมากกกว่าปริญญาตรี ส่วนลดให้มากกว่า โดยในการรับส่วนลดต้องมีการชำระหนี้เงินกู้ไปก่อนในส่วนที่ต้องชำระจนครบ เช่น กู้ไป 100 บาท หากเป็นปริญญาตรีต้องชำระเข้ามา 70 บาท และในส่วนอาชีวะต้องชำระ 50 บาท ส่วนที่เหลือรัฐบาลจะจ่ายให้ ซึ่งผู้ที่รับส่วนลดต้องไม่ผิดนัดชำระหนี้
นายชัยณรงค์กล่าวว่า ในแต่ละปีมีผู้จบปริญญาตรีในสาขาวิชาเกี่ยวข้องกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายและ 3 โครงสร้างพื้นฐานประมาณ 7,000 คน โดยสาขาวิชาที่มีค่อยเรียน เช่น ห่นยนต์ เชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีชีวภาพ เกษตรเทคโนโลยีชีวภาพ โดยหวังว่ามาตรการออกมาสนับสนุนให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเพิ่มกำลังแรงงานในอนาคตที่สามารถตอบสนองความต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจให้ตรงกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศตามแนวนโยบายประเทศไทย 4.0
ทั้งนี้ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ประกอบด้วย 1. อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต 2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 3. อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 4.การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 5. อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร 6. อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ 7. อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ 8. อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ 9. อุตสาหกรรมดิจิทัล และ 10.อุตสาหกรรมแพทย์ครบวงจร

