ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันที่ 10 พฤษภาคม ว่า เปิดตลาดที่ระดับ 1,646.80 ลดลง 7.21 จุด หรือ 0.44% ก่อนกลับมาเป็นบวกโดยปิดตลาดช่วงเช้าระดับ 1,643.33 จุด เพิ่มขึ้น 0.53 จุด หรือ 0.03% และเคลื่อนไหวในแดนบวกตลอดบ่าย จึงปิดตลาดระดับ 1,648.69 จุด เพิ่มขึ้น 1.89 จุดหรือ 0.11% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดระหว่างวัน ที่1,656.37 จุด และทำจุดต่ำสุดระหว่างวัน ที่1,638.71 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 49,475.68 ล้านบาท แบ่งเป็นนักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 1,550.75 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ448.81 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 1,600.12 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ซื้อสุทธิ 498.18 ล้านบาท
นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาวะหุ้นในวันนี้มีปัจจัยเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน(เทรดวอร์)ที่เริ่มเจรจาการค้าเป็นวันแรกและยังไม่มีผลออกมาในช่วงเช้า ทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นกันจำนวนมาก ส่วนช่วงบ่ายพบว่าเริ่มมีข้อมูลออกมาว่าการเจรจาการค้าระหว่างกันน่าจะออกมีผลบวกมากขึ้น ทำให้ดันชีหุ้นไทยกลับมาปิดตลาดในแดนบวก แต่ยังมีมุมมองว่าการฟื้นตัวของดัชนียังมีข้อกำจัด ทำให้การตอบรับของตลาดจึงมีไม่ค่อยเต็มที่ ส่วนหุ้นที่เป็นบวกมากขึ้นคือ หุ้นในกลุ่มน้ำมันและปิโตรเคมี ที่ได้รับอานิสงค์จากการคาดการณ์เทรดวอร์และเรื่องน้ำมันที่ปรับตัวดีขึ้น
“ปัจจัยการเมืองในเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นตัวช่วยให้ตลาดดูดีขึ้น เพราะการมีรัฐบาลย่อมดีกว่าไม่มีรัฐบาล ทำให้มีมุมบวกมากขึ้น และเชื่อว่าการมีรัฐบาลใหม่จะเป็นส่วนเพิ่มความเชื่อมั่นมากขึ้น แต่เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ยังไม่กลับเข้ามามากนัก เพราะต้องรอให้การทำงานของรัฐบาลเป็นรูปธรรมมากขึ้นก่อน แต่อาจมีเข้ามาเป็นช่วงสั้นๆบ้าง รวมถึงมีกลยุทธ์ที่แนะนำคือให้เลือกลงทุนกับหุ้นรายตัวที่มีเรื่องราวเฉพาะตัว เพราะสัปดาห์หน้าขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยคือ เทรดวอร์ การจัดตั้งรัฐบาล และผลประกอบการของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ดี อาทิ BJC BEM ” นายมงคลกล่าว

