นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการเยียวยาพนักงานหลังถูกเลิกจ้าง จากกรณีช่อง 14 เอ็มคอตแฟมิลี่ ยื่นความประสงค์ขอคืนใบอนุญาตว่า พนักงานส่วนของช่อง 14 เอ็มคอตแฟมิลี่ มีอยู่ประมาณ 30 ราย จะนำกลับมาช่วยช่อง 30 เอ็มคอตเอชดี การเยียวยาพนักงานจึงมีไม่มากนัก
นายเขมทัตต์ กล่าวว่า จากผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัลที่ยื่นความประสงค์ขอคืนใบอนุญาต จำนวน 7 ช่อง ได้แก่ ช่อง 13 ช่อง 3 แฟมิลี่, ช่อง 14 เอ็มคอตแฟมิลี่, ช่อง 19 สปริงส์นิวส์, ช่อง 20 ไบรท์ทีวี, ช่อง 21 วอยซ์ ทีวี, ช่อง 26 สปริง และช่อง 28 ช่อง 3 เอสดี ส่งผลให้ทีวีดิจิทัล คงเหลือ 15 ช่อง จากเดิม 22 ช่อง
“จำนวนทีวีดิจิทัลที่เหลืออยู่ 15 ช่อง เป็นจำนวนที่มากอยู่ แต่ก็ถือว่าไม่น่าเกลียด และเพื่อให้ธุรกิจเกิดการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น มองว่าควรจะมีจำนวนทีวีดิจิทัล 10-11 ช่อง หรือครึ่งหนึ่งของจำนวนทีวีดิจิทัลทั้งหมด 22 ช่องจึงจะเหมาะสม” นายเขมทัตต์ กล่าว
นายเขมทัตต์ กล่าวว่า จากมาตรการการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ออกมา สะท้อนให้เห็นว่าทั้งรัฐบาล และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เล็งเห็นสภาพสิ่งแวดล้อมของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน จึงได้ให้ความช่วยเหลือดังกล่าว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่ยังเป็นกังวลถึงในอีก 4-5 ปีข้างหน้าที่หากเกิดปัญหา อาทิ ดิจิทัลดิรัปชั่นที่รุนแรงขึ้นกว่าสถานการณ์ที่ทีวีดิจิทัลเจอในปัจจุบัน จะทำอย่างไร จึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการหารือร่วมกันระหว่าง กสทช. และผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ต่อไป
“ชมรมผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ชคท.) ที่ประกอบด้วย สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก,กรมประชาสัมพันธ์, องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จะมีการหารือกันในช่วงสัปดาห์หน้า เพื่อเสนอแนวทางการดำเนินการแก้ปัญหาที่มีผลกระทบต่อผู้ให้บริการโครงข่าย เช่น โครงการแก้ปัญหาและเยียวยาจำนวนช่องรายการที่ว่างอยู่ในโครงข่าย ซึ่งเกิดขึ้นตามแผนแม่บทและข้อบังคับของ กสทช. เพื่อเสนอ กสทช. ต่อไป” นายเขมทัตต์ กล่าว
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


