นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)เปิดเผยถึงการการฟอร์มทีม
ตัดตั้งรัฐบาลใหม่ว่า ส.อ.ท.คาดหวังที่จะเห็นทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและทำงานแบบบูรณาการกับกระทรวง
เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากต้องเข้ามารับมือกับเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจากภาวะสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่รุนแรงขึ้นหลังสหรัฐอเมริกาปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนวงเงิน 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สู่ระดับ 25% จากระดับ 10% คาดว่าจะกระทบการส่งออกของไทยในปี 2562 โตได้เพียง 2.5-3% จากเดิมส.อ.ท.คาดว่าจะโต 3-4% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) จะเติบโตเพียง 3.5-3.6% จากที่เคยคาดไว้จะโต 3.7-3.8%
“เศรษฐกิจโลกปีนี้เติบโตชะลอตัว เมื่อสงครามการค้าสหรัฐกับจีนกลับมารุนแรงก็ยิ่งกดดันให้ชะลอตัวเพิ่มขึ้น
ขณะที่ไทยเองเป็นประเทศที่พึ่งพิงการส่งออก 70% จึงเป็นความท้าทายของรัฐบาลใหม่ที่จะต้องมีทีม
เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเข้ามารับมือ และหากบาทแข็งและสหรัฐขึ้นภาษีอีกระลอกจะกดดันส่งออกไทยให้ลดลง
มากกว่านี้”นายเกรียงไกรกล่าว
นายเกรียงไกรกล่าวว่า นอกจากนี้ทีมเศรษฐกิจและรัฐบาลจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นการลงทุนในเขต
พัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) อย่างเร่งด่วนเนื่องจากขณะนี้นักลงทุนกำลังรอรัฐบาลใหม่ว่าจะมีการ
สานต่อนโยบายอีอีซีไปในทิศทางใดเพื่อดึงดูดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น โดยกรณีสหรัฐฯขึ้น
ภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนวงเงิน 2 แสนล้านเหรียญฯนั้นในแง่ลบไทยต้องระวังคือสินค้าจีนที่ส่งไปสหรัฐไม่ได้
อาจเข้ามาตีตลาดในภูมิภาคอาเซียนและไทยจะเป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มเป้าหมาย แต่ในแง่บวกนักลงทุนจีน
อาจย้ายฐานการผลิตบางส่วนมายังไทยแทนโดยเฉพาะในอีอีซี แต่ในระยะยาวหากไทยมีการส่งออกไป
สหรัฐฯจนเกินดุลมากขึ้นอาจโดนสหรัฐฯหามาตรการมาตอบโต้ได้เช่นกัน
นายเกรียงไกรกล่าวว่า ปัจจุบันการส่งออกของไทยส่วนหนึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของจีน โดยจีนเป็น
คู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย มีการส่งออกคิดเป็น 12% จากการส่งออกทั้งหมดโดยเฉพาะการส่งออกชิ้นส่วน
สินค้าปฐมภูมิเพื่อให้จีนไปประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปและส่วนหนึ่งส่งไปยังสหรัฐฯ เมื่อสหรัฐฯขึ้นภาษีนำ
เข้าสินค้าจีนเพิ่มย่อมกระทบกับไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ในแง่ผลบวกสหรัฐฯอาจนำเข้าสินค้าจากไทยไปทดแทนสินค้าจีนเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมผลลบจะมีมากกว่า
“พบว่าเมื่อสหรัฐฯประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนในช่วงก่อนหน้า 4-5 วันได้กระทบกับตลาดหุ้นไปทั่ว
โลกดังนั้นสงครามการค้าที่กลับมารุนแรงจึงกดดันเศรษฐกิจโลกภาพรวมอีกครั้ง ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า
จีนจะมีมาตรการตอบโต้อย่างไร และสหรัฐฯจะเดินหน้าไปในทิศทางใดอีก”นายเกรียงไกรกล่าว

