นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยในงานการประกวดแข่งขันรอบชิงชนะเลิศว่า โครงการ DTN Business Plan Award 2019 กิจกรรมหนึ่งที่กรมฯจัดเนื่องในวาระครบ 99 ปี กระทรวงพาณิชย์ เพื่อกระตุ้นให้ภาคการส่งออกของไทยโดยเฉพาะสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปหันมาใช้เอฟทีเอขับเคลื่อนการส่งออกสู่ตลาดจีน ซึ่งมีผู้ผ่านเข้ารอบ 15 ทีม จากผู้สมัคร 131 ทีม โดยผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลแผนธุรกิจยอดเยี่ยมจำนวน 5 ทีม จะได้เดินทางบุกแดนมังกร เพื่อเรียนรู้และจับคู่ธุรกิจในจีน พร้อมทั้งเข้าเยี่ยมชมงาน The 10th China (Shanghai) International Catering Food & Beverage Exhibition 2019 ในเดือนมิถุนายน 2562 ซึ่งจะเป็นการช่วยต่อยอดธุรกิจแก่เอสเอ็มอีไทยให้รุกเข้าสู่ตลาดจีนได้มากขึ้น รวมทั้งยังมีรางวัลพิเศษ Most Favorite Biz Plan สำหรับคลิปวิดีโอแนะนำผลิตภัณฑ์ของทีมที่มียอด Like สูงสุดใน Facebook: DTN Business Plan Award 2019 ชิงเงินรางวัล 10,000 บาท
นางอรมนกล่าวว่า ผู้ประกอบการ 15 ทีมที่เข้าร่วมงานประกวด pitching ล้วนเป็นดาวเด่นในบรรดาผู้สมัครทั้งหมด ซึ่งเป็นสินค้ากลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ประกอบด้วย สินค้าที่แปรรูปจากมะม่วง ได้แก่ มะม่วงอบแห้งไม่ใส่น้ำตาล จากทีม 168, มะม่วงกรอบ สับปะรดกรอบ จากทีม Mango Hill, มะม่วงฟรีซดราย จากทีม Phuchaya – mango, ข้าวเหนียวมะม่วงฟรีซดรายด์ จากทีม Graccy group, ข้าวเหนียวมะม่วงสดพร้อมทาน จากทีม Triple Prime Mango นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่แปรรูปจากข้าว ได้แก่ ข้าวกล้องกรอบ รส ปาปริก้า ทีมข้าวสร้างสุข ขนมข้าวป๊อบ กราโนล่า จากทีม ยังเกอร์ ฟาร์ม, ซุปข้าวกล้องหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอรี่ออร์แกนิคกึ่งสำเร็จรูป จากทีม Eiyo ซุปเปอร์คิดส์ รวมทั้ง ข้าวเหนียวทุเรียนพร้อมทาน จากทีม Big Durian, สินค้ากล้วยเส้นทรงเครื่อง Nawati จากทีม BANANA House, เงาะอบแห้ง IYHA จากทีม IYHA, Toptap มะพร้าวอัดเม็ด จากทีมปลาวริช 88, ชุดเครื่องปรุงต้มยำสำเร็จรูป จากทีม มิตรธัญญะกรุ๊ป ตลอดจนสินค้าจากกลุ่มเกษตรกร ได้แก่ ยาสีฟันสมุนไพรเอนไซต์เฮิร์บบุปผาวัน จากวิสาหกิจชุมชนยาสีฟันสมุนไพรเอนไซต์เฮิร์บทีมบุปผาวัน และผลิตภัณฑ์น้ำมันงา น้ำมันรำข้าวสกัดเย็น จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเขาแหลม
นางอรมนกล่าวว่า จากผลงานที่ผู้ประกอบการได้จัดทำเพื่อมานำเสนอ สะท้อนว่าปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีการใช้นวัตกรรมและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง นับเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรของประเทศซึ่งกรมให้ความสำคัญกับการติดอาวุธให้ผู้ประกอบการไทยรุกตลาดจีนโดยใช้ประโยชน์จากเอฟทีเออาเซียน-จีน ตลอดจนเน้นการพัฒนาคุณภาพและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า เจาะตลาดเข้าสู่เมืองใหม่ๆ โดยเฉพาะมณฑลทางฝั่งตะวันตกของจีน เช่น ซินเจียง กานซู หนิงเซียะ ฉงชิ่ง และมณฑลเมืองรองที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง เช่น เหอเป่ย เหอหนาน หูเป่ย รวมถึงร้านออนไลน์ที่มีชื่อเสียงของจีน เป็นต้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยจะต้องติดอาวุธและเรียนรู้ที่จะวางแผนในการทำธุรกิจและส่งออกไปจีน โดยเฉพาะพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของสินค้า โดยในส่วนของสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปควรให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานทั้ง GAP และ GMP รวมทั้งต้องพยายามประชาสัมพันธ์ สร้างเครือข่ายให้ผู้บริโภคจีนรู้จักสินค้าไทยมากขึ้น
นางอรมนกล่าวว่า ตั้งแต่ความตกลงเอฟทีเออาเซียน-จีน (ACFTA) มีผลใช้บังคับเมื่อปี 2548 ไทยและจีนได้ทยอยลดเลิกภาษีศุลกากรระหว่างกันมาเป็นลำดับ เริ่มจากยกเลิกภาษีศุลกากรที่เก็บกับสินค้าผักและผลไม้นำเข้า เมื่อต้นปี 2549 จนล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2561 ได้ลดภาษีศุลกากรสินค้าล็อตสุดท้ายให้เหลือร้อยละ 0-5 อาทิ สับปะรดแปรรูป โพลิเอสเตอร์ แป้งข้าวเจ้า ปลายข้าว เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ ซึ่งพบว่าการค้าระหว่างไทยกับจีนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 มีมูลค่า 80,136 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 294.3 จากปี 2548 ที่เอฟทีเอเริ่มใช้บังคับ และขยายตัวร้อยละ 8.7 จากปี 2560 โดยเป็นการส่งออกจากไทยไปจีน 30,175.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และการนำเข้าจากจีน 49,961 ล้านเหรียญสหรัฐ

