หน้าแรก เศรษฐกิจ หอค้าทำสำรวจเ...

หอค้าทำสำรวจเศรษฐกิจ พบประชาชนหวังรัฐเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่ดันครึ่งปีหลังดีขึ้น เอสเอ็มอีกังวลขายแข่งออนไลน์ไม่ไหว

26.05.16 | 16:57 น.

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลสำรวจสถานการณ์เศรษฐกิจภูมิภาคในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 และประมาณการภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคปี 2559 ว่า แม้ว่าเศรษฐกิจมีสัญญาณเริ่มฟื้นตัว ที่รับผลดีจากการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ แต่ประชาชนและภาคธุรกิจในภูมิภาคยังไม่ได้รับรู้ว่าเศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัว เพราะความเห็นส่วนใหญ่กว่า 50-60% ในแต่ละภาคส่วน เช่น การท่องเที่ยว การใช้จ่าย/ลงทุนของภาครัฐ การค้าส่ง/ปลีก การขนส่ง/ลอจิสติกส์ ราคาสินค้าเกษตร การลงทุนของภาคเอกชน และการใช้จ่ายของภาคเอกชน ฯลฯ มองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจยังทรงตัว แต่เชื่อว่าในครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้น หากรัฐเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่ให้เป็นจริงได้ จะดึงเอกชนให้ลงทุนตาม อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ไม่แน่ใจหรือตอบไม่ได้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นเมื่อไร เนื่องจากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่และเขตเศรษฐกิจพิเศษที่รัฐดำเนินการยังไม่ชัดเจน รวมถึงการส่งออกที่ยังชะลอตัว


นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ด้านกำลังซื้อภาพรวมของแต่ภูมิภาค ในปัจจุบันภาคตะวันออกกำลังซื้อเริ่มฟื้นตัวแล้ว จากผลดีของการท่องเที่ยวที่ยังเติบโต ส่วนภาคใต้กำลังซื้อเกษตร ประชาชนเริ่มกลับมา จากที่เปิดหน้ายางได้แล้ว และราคาน้ำยางสดขยับขึ้นมา 60 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) จาก 40 บาทต่อกก. ส่วนภาคอื่นๆ ยังไม่เห็นการฟื้นตัวชัดเจน จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่ดี ประชาชนยังรู้สึกว่าค่าครองชีพสูง รายได้ไม่พอรายจ่าย จึงเป็นอุปสรรคในเรื่องกำลังซื้อ

“คาดการณ์ว่าทั้งปีนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ภาคตะวันออกจะมีความโดดเด่นสุด ที่ 4.4% รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3.4% ภาคเหนือ 2.8% กรุงเทพฯและปริมณฑล 2.8% ภาคกลาง 2.4% และภาคใต้ 2.3% ภายใต้คาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ 3%” นายธนวรรธน์กล่าว และว่า ปัจจัยบวกหลักที่ยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คือ การท่องเที่ยวและการใช้จ่ายลงทุนของภาครัฐ ส่วนผลมาตรการภาครัฐที่ผ่านมา เช่น กองทุนหมู่บ้าน งบตำบลละ 5 ล้านบาท สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่เอสเอ็มอี การปรับภาษีเงินได้นิติบุคคล ฯลฯ ช่วยภาพรวมเศรษฐกิจให้ดีขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่ยังไม่เพียงพอกับภาวะที่เศรษฐกิจซึมตัวลึก ผลจึงไม่ชัดเจนนัก

นายธนวรรธน์ กล่าวถึงดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอี ประจำไตรมาสที่ 1/2559 ว่า เอสเอ็มอียังมียอดขายทรงตัว และมีแนวโน้มของยอดขาย หรือรายได้ของกิจการลดลงอย่างต่อเนื่อง และส่วนใหญ่คิดว่ายังไม่ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด โดยตัวฉุดสำคัญที่ทำให้ยอดขายลด คือ เศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีการใช้โทรศัพท์มือถือมากขึ้น และซื้อขายสินค้าทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยนี้สร้างความกังวลให้เอสเอ็มอีค่อนข้างมาก เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน จนแข่งขันกับธุรกิจที่มีช่องทางการซื้อขายออนไลน์ได้ยาก ดังนั้นนอกจากโครงการที่ภาครัฐสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพแล้ว ควรดูแลธุรกิจเอสเอ็มอีรายเดิมที่ยังก้าวไม่ทันเทคโนโลยีด้วย

Advertisement

“ศูนย์พยากรณ์ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจของเอสเอ็มอีปีนี้เหลือ 3.9% จาก 4.6% โดยวิสาหกิจขนาดเล็กมีการขยายตัวเหลือ 4.3% จาก 5% ส่วนวิสาหกิจขนาดกลางขยายตัวเหลือ 3% จาก 3.5% เพราะมีปัจจัยลบหลายอย่างต้องเผชิญ ทั้งกำลังซื้อของเกษตรกรที่หดหายจากภัยแล้ง หนี้ครัวเรือนที่สูง รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว” นายธนวรรธน์กล่าว