หน้าแรก เศรษฐกิจ แบงก์ออมสินเผ...

แบงก์ออมสินเผยประชาชนฐานรากใช้จ่ายเปิดเทอม 3.49 หมื่นล.ลดลง 18%

15.05.19 | 12:56 น.
แฟ้มภาพ

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยฯ สำรวจการใช้จ่ายของประชาชนฐานรากในช่วงเปิดเทอม ปี 2562 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน จำนวน 2,186 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า ประชาชนฐานรากส่วนใหญ่ 67.3% มีภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตร/หลาน 1 คน และอยู่ในระดับการศึกษาในชั้นประถมศึกษามากที่สุด โดยภาพรวมการใช้จ่ายของประชาชนฐานรากในช่วงเปิดเทอม คาดว่าจะมีการจับจ่ายใช้สอยประมาณ 34,970 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือน อยู่ที่ 7,030 บาท ปรับลดลง จากปีที่แล้ว เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างบางส่วนเลือกที่จะใช้ สิ่งของเดิมที่มีอยู่แล้ว อาทิเช่น ชุดนักเรียน อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนหนังสือเรียนจากโรงเรียน

นายชาติชายกล่าวต่อว่า เมื่อสอบถามถึงการเตรียมตัวหรือการจัดการค่าใช้จ่ายของบุตร/หลาน ช่วงเปิดเทอมของประชาชนฐานราก พบว่า กลุ่มตัวอย่างได้มีการเตรียมตัวโดยการปรับลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต 69.4% เลือกซื้อสินค้าจากแหล่งที่ราคาถูกที่สุด 43.5% และหารายได้เสริม 38.5% ส่วนแหล่งที่มาของเงินที่นำมาใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมปี 2562 พบว่า ส่วนใหญ่เกินครึ่งมาจากรายได้ 54.7% เงินจากคนในครอบครัว 24.4% เงินออม 10.2% เงินสวัสดิการจากภาครัฐ 5.8% และเงินกู้ยืม/จำนำ 4.9% ซึ่งมีทั้งเงินกู้นอกระบบและในระบบ อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ต้องนำเงินที่ได้จากการเก็บออมมาใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก ปีก่อน นอกจากนี้การใช้เงินจากเงินกู้ก็มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยเป็นการกู้เงินจากนอกระบบมากกว่าในระบบ

นายชาติชายกล่าวต่อว่า เมื่อสำรวจการใช้จ่ายด้านต่างๆ ในช่วงเปิดเทอม พบว่า กิจกรรมการใช้จ่าย 3 อันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างประชาชนฐานราก มีภาระที่ต้องรับผิดชอบ คือ ชุดนักเรียน/เครื่องแต่งกาย 75.1% มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,575 บาท (ค่าเทอม/ค่าบำรุงการศึกษา 56.1% มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 5,470 บาท และ ค่าอุปกรณ์การเรียน 51.3% มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 895 บาท

นายชาติชายกล่าวต่อว่า เมื่อสอบถามเรื่องที่ ประชาชนฐานรากมีความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตร/หลาน พบว่า มีเพียง 29.1% ที่มีความกังวล โดย 3 อันดับแรก คือ เรื่องค่าเทอม/ค่าบำรุงการศึกษา 61.5% ค่าชุดนักเรียน/เครื่องแต่งกาย 47.0% และค่าหนังสือเรียน/ตำราเรียน 23.3% สำหรับสิ่งที่ประชาชนฐานรากต้องการความช่วยเหลือ/สนับสนุน ในอนาคต พบว่า 3 อันดับแรก คือ ทุนการศึกษา 38.5% รองลงมาคือ ค่าเทอม/ค่าบำรุงการศึกษา 21.4% และอาชีพที่รองรับเมื่อจบการศึกษา 19.1% ซึ่งเป็นความต้องการที่คล้ายกับปีที่ผ่านมา

นายชาติชายกล่าวว่า เมื่อสอบถามถึงปัจจัยสำคัญในการเลือกโรงเรียนให้กับบุตร/หลาน พบว่า ปัจจัยสำคัญ 3 อันดับแรก ในการเลือกโรงเรียนให้บุตร/หลาน คือ เลือกโรงเรียนที่มีนโยบายเรียนฟรี เลือกการเดินทางสะดวก/ใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงานของผู้ปกครอง และ เลือกเพราะมีค่าเทอม/ค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมาก ส่วนความคาดหวังทางการศึกษาของบุตร/หลาน พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกือบทั้งหมด 99.4% มีความคาดหวัง 3 อันดับแรก คือ ต้องการให้บุตรหลานศึกษาต่อให้ถึงระดับสูงสุดเท่าที่จะทำได้ รองลงมาคือ ศึกษาถึงระดับปริญญา และศึกษาระดับอาชีวศึกษา (ปวช./ปวส.)

Advertisement

“ภาพรวมช่วงเปิดเทอม ปี 2562 พบว่าประชาชนฐานรากมีการใช้จ่ายลดลงจากปีก่อน โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยลดลงถึง 18% เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่มีความระมัดระวังเรื่องการจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น เช่น เลือกที่จะใช้ สิ่งของเดิมที่มีอยู่แล้ว ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่คาดการณ์ว่าจะมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในช่วงเปิดเทอมปีนี้ ได้มีการ เตรียมตัวเพื่อรับมือกับการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น อาทิ การปรับลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตอื่นๆ ที่ไม่จำเป็น เลือกซื้อสินค้าจากแหล่งที่ราคาถูกที่สุด และหารายได้เสริม ส่วนเรื่องเป้าหมายทางการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้น ไปในการศึกษาสายสามัญเพื่อมุ่งหวังปริญญามากกว่าการศึกษาในสายอาชีพ”นายชาติชายกล่าว

นายชาติชายกล่าวว่า นอกจากนี้ จากผลสำรวจพบว่าในปี 2562 ประชาชนฐานรากมีการใช้เงินกู้สำหรับการศึกษาของบุตร/หลานเพิ่มขึ้นจากปีก่อน และยังเป็นการกู้เงินจากนอกระบบมากกว่าในระบบ ดังนั้นการที่รัฐบาลออกมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ในช่วงเปิดเทอม 500 บาทต่อบุตร 1 คน ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้รับครั้งเดียวภายใน 15 พฤษภาคมนี้จะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้มีรายได้น้อยได้