นางสดศรี พงศ์อุทัย รองอธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตเพิ่มพิกัดภาษีสรรพสามิต เพื่อสนับสนุนการแก้ไขน้ำมันปาล์มราคาตกต่ำ โดยเพิ่มพิกัดภาษีของน้ำมันไบโอดีเซลจากเดิมมีแค่ 2 พิกัดคือ ไบโอดีเซล 7% (บี 7) และบี 20 เพิ่มเป็น 6 พิกัด คือน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่เกิน 4% มีอัตราภาษี 6.440 บาทต่อลิตร 2. น้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่เกิน 4% แต่ไม่เกิน 7% มีอัตราภาษี 5.990 บาทต่อลิตร 3. น้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่เกิน 7% แต่ไม่เกิน 9% มีอัตราภาษี 5.930 บาทต่อลิตร 4. น้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่เกิน 9% แต่ไม่เกิน 14% มีอัตราภาษี 5.800 บาทต่อลิตร 5. น้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่เกิน 14% แต่ไม่เกิน 19% มีอัตราภาษี 5.480 บาทต่อลิตร 6. น้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่เกิน 19% แต่ไม่เกิน 24% มีอัตราภาษี 5.153 บาทต่อลิตร
นอกจากนี้กรมยังดำเนินการตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีการประชุมเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2562 เพื่อพิจารณาโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว และเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ที่ประชุมมีมติที่เกี่ยวข้องกับกรมสรรพสามิต โดยกำหนดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลหมุนเร็วประเภทต่างๆ ได้แก่ น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7 ปรับเพิ่ม 0.01 บาทต่อลิตร เป็น 5.99 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 มีอัตราภาษี 5.80 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 ปรับเพิ่ม 0.001 บาทต่อลิตร เป็น 5.153 บาทต่อลิตร ซึ่งอัตราที่เพิ่มขึ้นไม่มีผลต่อเงินภาษีเก็บจากดีเซลปีละ 1.4 แสนล้านบาท แต่เป็นการบัดเศษเพื่อให้สอดคล้องกับมติกบง. โดยในการเก็บภาษีนั้นกรมเก็บจากเนื้อน้ำมันดีเซล ไม่ได้เก็บจากไบโอดีเซล
“การเปิดพิกัดน้ำมันดีเซลไว้ 6 พิกัด เพื่อความยืดหยุ่นที่จะนำไบโอดีเซลมาผสมกับดีเซล บางช่วงไบโอดีเซลผลิตได้น้อย เพราะผลผลิตปาล์มออกมาน้อยจะผสมกับดีเซลน้อยหน่อย แต่บางช่วงไบโอดีเซลออกมาสามารถนำมาผสมได้มาก โดยขณะนี้ไบโอดีเซลส่วนใหญ่อยู่ที่บี 7 และภาครัฐพยายามสนับสนุนให้ผลิตรถรุ่นใหม่ที่ใช้บี 20 ออกมา”นางสดศรีกล่าว

