นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการอีอีซี ว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาแผนใน 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การจัดทำแผนและกฎหมาย ระยะที่ 2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในโครงการขนาดใหญ่ ระยะที่ 3 การลงทุนและพัฒนาใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 2 อุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ที่เพิ่มเติมเข้ามา คือ ป้องกันประเทศ และพัฒนาบุคลากรการศึกษา และระยะที่ 4 พัฒนาที่อยู่อาศัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นทีทั้งหมด ภายใต้โครงการพัฒนาเมืองใหม่
“ การดำเนินงานระยะที่ 2 จะเร่งผลักดัน 5 โครงการใหญ่ของอีอีซี งบประมาณการลงทุนรวม 6.5 แสนล้านบาท ให้มีการพูดคุยในเรื่องของข้อตกลงในร่างสัญญาของโครงการ ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟส3 ท่าเรือแหลมฉบังเฟส3 สนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออกและศูนย์ซ่อมบำรุงอู่ตะเภา (เอ็มอาร์โอ)ในเดือนมิถุนายนนี้ และช่วงครึ่งปีหลังจะมุ่งเน้นในการพัฒนาเมืองใหม่ในพื้นที่อีอีซีมากขึ้น โดยคาดว่าจะเห็นการลงทุนจริงในปี 2563-2564 ซึ่งได้หารือกับตัวแทนขององค์การปกครองส่วนจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา โดยขอให้ทุกฝ่ายมีการตื่นตัวและควรรู้ว่าเอกชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทำอะไร เพื่อลดความซับซ้อน และเชื่อมโยงกัน” นายคณิศ กล่าว
นายคณิศ กล่าวว่า ทาง สกพอ. มีแผนจะหารือร่วมกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.ภาษีลาภลอย ที่จะมีการเรียกเก็บภาษีจากกลุ่มนิติบุคคลหรือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โดยรัฐบาลมีแนวคิดที่จะเอาภาษีดังกล่าวมาช่วยท้องถิ่นและชุมชนรอบๆโครงการ โดยเฉพาะในพื้นที่จะมีการก่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักในอีอีซี อาทิ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา เป็นต้น ซึ่งรัฐมองว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์และจะช่วยชุมชนได้โดยตรง สอดคล้องกับโครงการที่ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ โดยปัจจุบันร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คาดว่าจะมีการหารือในรัฐบาลหน้า
นายคณิศ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายในพื้นที่อีอีซี ครั้งนี้ได้ร่วมกันพิจารณาหากระบวนการจัดทำแผนงานโครงการที่หน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการ ให้มีความสอดคล้อง สนับสนุนและเชื่อมโยงกับแผนภาพรวมการพัฒนาในพื้นที่อีอีซี อาทิ แผนสิ่งแวดล้อม และแผนการบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น รวมทั้งได้รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานในพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างกลไกการดำเนินงานร่วมกันให้ตรงกับสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชนต่อไป

