หน้าแรก เศรษฐกิจ กลุ่มโรงไฟฟ้า...

กลุ่มโรงไฟฟ้าชีวมวล ส.อ.ท.ลุ้นรมว.พลังงานคนใหม่ หวังหารือแนวทางสนับสนุน

20.05.19 | 20:44 น.

กลุ่มโรงไฟฟ้าชีวมวล ส.อ.ท.เล็งเข้าพบรมว.พลังงานคนใหม่ เสนอเปิดตลาดไพรเวทพีพีเอ ดันซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนด้วยกัน ห่วงแผนพีดีพีใหม่ ชะลอซื้อไฟชีวมวลฉุดเศรษฐกิจท้องถิ่นชะงัก

นายนที สิทธิประศาสน์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เมื่อรัฐบาลใหม่จัดตั้งได้ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่แล้ว กลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวล ส.อ.ท. จะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ เพื่อชี้แจงให้รับทราบถึงสถานการณ์พลังงานและปัญหาของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวล หลังจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ปี2561-2580 (พีดีพี 2018) มีความชัดเจนว่า การรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในส่วนของเชื้อเพลิงชีวมวล ในปลายแผนปี2580 จะอยู่ที่ 4,700 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันมีสัญญาซื้อขายราว 2,000 เมกะวัตต์ และจะทยอยหมดอายุลงเหลือประมาณ 1,200 เมกะวัตต์ในปี 2580 ดังนั้นจะมีปริมาณรับซื้อเพิ่มอยู่ที่ราว 3,500 เมกะวัตต์ในปี2580
แต่ในช่วง 3 ปีนี้ รัฐไม่เปิดรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลโครงการใหม่ๆ กำหนดเพียงการส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐฯ 120 เมกะวัตต์และชีวมวล 3 จังหวัดภาคใต้เท่านั้น เป็นการกำหนดรับซื้อเฉพาะบางพื้นที่และมีปริมาณไม่มากนัก

“ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายหยุดรับซื้อไฟฟ้าใน 3 ปีนี้ แต่มองว่าประเทศจะเสียโอกาสจากการพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้เงินลงทุนราว 50-60 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ช่วยให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น จาการซื้อขายวัตถุดิบการเกษตรป้อนโรงไฟฟ้า”นายนทีกล่าว

นายนทีกล่าวว่า อย่างไรก็ตามการส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวลให้เป็นไปตามแผนพีดีพีฉบับใหม่ และดูแลผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลในช่วงที่รัฐหยุดรับซื้อไฟฟ้า อยากเสนอว่า ภาครัฐควรเปิดให้บุคคลที่ 3 เข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานซื้อขายไฟฟ้า(ทีพีเอ) หรือเปิดเสรีธุรกิจไฟฟ้า เพื่อปลดล็อคให้เกิดการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างหน่วยงานเอกชนกับเอกชน (พีพีเอ)ได้ จะทำให้เอกชนสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อซื้อขายกันเองได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้รัฐเปิดโครงการรับซื้อไฟฟ้า ขณะเดียวกันผู้ซื้อกับผู้ขายยังสามารถตกลงกันได้ในราคาที่พอใจกันทั้ง 2 ฝ่าย และไม่ทำให้การลงทุนผลิตไฟฟ้าหยุดชะงักลง

นายนที กล่าวว่า ภาคเอกชนไม่ได้คัดค้านการเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ในอนาคตจะเป็นรูปแบบการเสนอราคาแข่งขัน(บิดดิ้ง) แต่ในส่วนของเชื้อเพลิงชีวมวลนั้น รัฐควรกำหนดประเภทของวัตถุดิบบนพื้นฐานต้นทุนที่เท่าเทียมกัน เพื่อให้การแข่งขันเป็นธรรมที่สุด อีกทั้งมองว่า การส่งเสริมผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนไม่ควรมองแค่มิติค่าไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว หรือ ห่วงว่าจะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าแพง แต่ควรพิจารณาให้ครอบคลุมมิติอื่นๆ อาทิ สิ่งแวดล้อม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียนไม่ได้กังวลว่ารัฐจะหยุดรับซื้อไฟฟ้ากี่ปี แต่ต้องการเห็นนโยบายด้านพลังงานที่มีความต่อเนื่องและไม่สะดุดลง

Advertisement