หน้าแรก เศรษฐกิจ ไทยเตรียมตัว ...

ไทยเตรียมตัว รับแรงกระแทก ‘เทรดวอร์’

20.05.19 | 13:46 น.
ลุ้นจี20
ลุ้นจี20กระตุ้นเทรดวอร์เดือด หวังครม.ใหม่เร่งคลอดรับมือศก.ชะลอ

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน เพิ่มดีกรีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และผลกระทบกำลังลุกลาม เพราะไม่ตอบโต้กันแค่การปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้า เฉพาะสหรัฐขึ้นภาษีกับจีนเป็นมูลค่ากว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จีนก็ประกาศตอบโต้ขึ้นภาษีขาเข้าจากสหรัฐกว่า 5 พันรายการ มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในอัตราเดียวกันสูงสุด 25% เริ่มเห็นผลในเดือนมิถุนายนนี้

แม้ว่าการขึ้นอัตราภาษียังไม่มีผลใช้จริง แต่ทางการสหรัฐก็ออกกฎหมายห้ามทุกหน่วยงานของรัฐบาลซื้ออุปกรณ์หรือใช้บริการอุปกรณ์สื่อสารจากต่างชาติทั้งทางตรงและทางอ้อม นั่นคือใครเป็นคู่สัญญาของหน่วยงานรัฐสหรัฐก็ห้ามใช้ด้วย แน่นอนว่าเป้าหลักคือ หัวเว่ย ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในสหรัฐตอนนี้ โดยอ้างเรื่องการป้องกันเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของประเทศที่อาจมีความเสี่ยงคุกคามต่อความมั่นคง

ขณะเดียวกันชาวจีนก็ไม่รอช้า เริ่มบอยคอตไม่ซื้อไม่สั่งสินค้ามะกันเป็นการตอบโต้กลับแล้ว!!!

จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นในเรื่องสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐและจีน สหรัฐได้ปรับขึ้นภาษีสินค้าจีนเป็น 25% จากเดิม 10% และจีนได้มีมาตรการตอบโต้โดยการปรับขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐเช่นกันนั้น สถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐกับจีนโดยรวมเป็นผลเสียมากกว่าผลดีต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก เนื่องจากจะกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจใน 3 ด้าน

ได้แก่ 1.การชะลอตัวของการค้าโลก จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงกับต่างประเทศสูงรวมทั้งไทย ทั้งด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว

Advertisement

2.ด้านการค้า ผลกระทบจะมีทั้งด้านบวกและด้านลบในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น สินค้าไทยที่ส่งไปประกอบในจีนและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตที่ส่งต่อไปยังตลาดสหรัฐ จะได้รับผลกระทบ แต่ขณะเดียวกันสินค้าที่ได้รับประโยชน์จะเป็นกลุ่มที่สามารถส่งไปยังตลาดสหรัฐ เพื่อทดแทนสินค้าจากจีน

และ 3.ด้านการลงทุน อาจจะมีการย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียนและไทย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า การลงทุนอาจใช้เวลาในบางอุตสาหกรรมเพื่อวางแผนการย้ายกระบวนการผลิต

“สงครามการค้ากระทบต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุนที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง คือ เรื่องการระบายสินค้าที่ส่งไปขายไม่ได้ในระหว่างคู่ค้าหลักเข้ามาทุ่มในตลาดประเทศที่สามอย่างไทย และควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ธปท.จะมีการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเดือนมิถุนายนนี้Ž” จันทวรรณกล่าว

ธนพล ศรีธัญพงศ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ความเห็นว่า การส่งออกไทยจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ผลกระทบโดยตรงจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานกับจีนในการผลิตสินค้าจีนเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐ หมวดสินค้าที่มีห่วงโซ่อุปทานกับจีนสูง ได้แก่ คอมพิวเตอร์-อุปกรณ์และส่วนประกอบ, แผงวงจรไฟฟ้า, ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ และเคมีภัณฑ์ ตั้งแต่เริ่มต้นมาตรการกีดกันทางการค้าในเดือนสิงหาคม 2561 จนถึงเดือนมีนาคม 2562 การส่งออกไทยไปจีนในหมวดสินค้าดังกล่าวติดลบ และหากสงครามการค้ายืดเยื้อต่อเนื่องก็อาจจะไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากหมวดสินค้าดังกล่าว และหากพิจารณาผลกระทบรอบล่าสุด กลุ่มสินค้าที่ไทยมีโอกาสได้รับผลกระทบสูงอยู่ในสินค้าขั้นต้นและขั้นกลาง ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เม็ดพลาสติก ยางพารา และไม้

“การชะลอตัวของการส่งออกไทยมีทิศทางกระจายตัวมากขึ้น ทั้งในมิติของรายสินค้าและรายตลาดส่งออก เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หากสหรัฐ และจีนยังไม่มีความคืบหน้าในข้อตกลงในระยะเวลาอันใกล้และเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปีฟื้นตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ จะส่งผลให้ตัวเลขมูลค่าการเติบโตของการส่งออกไทยในรูปดอลลาร์สหรัฐอาจมีความเสี่ยงต่ำกว่าที่อีไอซีประเมินไว้ที่ 2.7% ในปีนี้ โดยเฉพาะหากข้อตกลงทางการค้าสหรัฐและจีนยังมองไม่เห็นความเป็นไปได้ในการยุติข้อพิพาทในอนาคตและสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนทั้งหมด จึงนับเป็นความเสี่ยงด้านต่ำต่อผู้ประกอบการและผู้ส่งออกไทยที่ต้องพึ่งพาตลาดจีนที่ยังคงต้องเฝ้าติดตามความคืบหน้าการเจรจาสงครามการค้าอย่างใกล้ชิด”Ž ธนพลกล่าว

ธนพลระบุอีกว่า ยังต้องจับตาสินค้าราคาถูกจากจีนที่อาจไหลทะลักเข้าไทย เพื่อเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการค้า ส่งผลต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็ก การขึ้นภาษีทำให้สินค้าเหล็กของจีนเสียเปรียบการแข่งขันในตลาดสหรัฐ และส่งผลให้การส่งออกเหล็กจีนไปยังสหรัฐมีแนวโน้มลดลง แม้ว่าทางการจีนจะมีแผนเพิ่มการใช้เหล็กจากการก่อสร้างในการขยายโครงสร้างพื้นฐานภายในและมีแนวโน้มทยอยลดกำลังการผลิตเหล็กลง แต่ในระยะสั้นยังคงคาดการณ์ว่ามีผลผลิตส่วนเกิน จะทำให้ผู้ผลิตเหล็กจีนเปลี่ยนเป้าหมายการส่งออกไปสู่ประเทศที่ไม่มีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) ไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่สินค้าเหล็กจากจีนมีแนวโน้มไหลเข้ามา โดยผลิตภัณฑ์เหล็กที่มีโอกาสถูกทุ่มตลาดเนื่องจากไทยยังไม่มีมาตรการป้องกัน ได้แก่ เหล็กท่อนและเส้น (HS7215), เหล็กลวด (HS7217), สเเตนเลส (HS7301), ท่อสเเตนเลส (HS7304) และสปริงเหล็ก (HS7320) เป็นต้น

ไทยมีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดในผลิตภัณฑ์เหล็กบางรายการ ได้แก่ ท่อเหล็ก (HS7306) คาดว่าจะช่วยป้องกันการทุ่มตลาดในสินค้าเหล็กดังกล่าวได้ อีกด้าน ไทยอาจได้รับอานิสงส์จากการส่งออกทดแทนในตลาดจีนและสหรัฐ และได้ประโยชน์บางส่วนจากการนำเข้าสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า รวมถึงการย้ายฐานการผลิตบางส่วนของจีนมายังไทย สินค้าบางหมวดอาจได้รับประโยชน์เนื่องจากสหรัฐ ต้องหาตลาดนำเข้าทดแทน ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรพิมพ์ ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น อาจทำให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปยังสหรัฐได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน ไทยก็อาจสามารถส่งออกสินค้าบางส่วนไปทดแทนสินค้าสหรัฐ ในตลาดจีนได้ ได้แก่ สินค้าเกษตร ผลไม้สด แช่แข็งและแปรรูป อาหารปรุงแต่ง เนื้อไก่ เป็นต้น สินค้าที่ส่งออกทดแทนส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไทยครองสัดส่วนส่งออกในตลาดปลายทางค่อนข้างสูง จึงมีศักยภาพในการส่งออกสูงเป็นทุนเดิม และเป็นโอกาสให้สินค้าเหล่านี้จะได้รับการพิจารณานำเข้าเพิ่มเติมจากทั้งสหรัฐและจีนในระยะข้างหน้า

อย่างไรก็ดี ไทยยังคงต้องแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ที่มีส่งออกสินค้าที่ใกล้เคียงกันด้วย เช่น เวียดนามและมาเลเซีย เป็นต้น ทำให้ผลบวกของสงครามการค้าในการส่งออกทดแทนมีจำกัด นอกจากนี้ ด้านกลุ่มประเทศ ASEAN อาจได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแผนการลงทุนของจีน เนื่องจากบริษัทจีนมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนแผนการลงทุน โดยอาจขยายกำลังการผลิตไปในประเทศอื่นเพื่อเลี่ยงมาตรการทางภาษี ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่จีนอาจเข้ามาลงทุนเพิ่มเพื่อผลิตสินค้าที่จะส่งออกไปสหรัฐ

จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เริ่มเห็นจำนวนเงินการลงทุนจากจีนที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพิ่มขึ้นในปี 2018 โดยอุตสาหกรรมที่บริษัทจีนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากที่สุดอยู่ในหมวดผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง (รูปที่ 7) ซึ่งเป็นหนึ่งในหมวดสินค้าที่จีนได้รับผลกระทบสูงจากภาษีนำเข้าของสหรัฐ

แง่ดีผู้ผลิตจีนมีทางเลือกการย้ายฐานการผลิตไปยังหลายประเทศ ทำให้ไทยต้องแข่งขันเพื่อดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ซึ่งมีความได้เปรียบของข้อตกลงการค้าเสรีที่เวียดนามทำไว้กับหลายประเทศ โดยเฉพาะความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) และข้อตกลงการค้าเสรีเวียดนาม-สหภาพยุโรป (EVFTA) อีกทั้งเวียดนามมีระยะทางที่ใกล้จีนมากกว่า ค่าแรงขั้นต่ำถูกกว่า และเป็นฐานการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำคัญหลายชนิด เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ทำให้ผลบวกจากการย้ายฐานการผลิตจึงค่อนข้างจำกัดในบางรายการสินค้าที่ไทยได้เปรียบในการผลิต เช่น อุตสาหกรรมยาง อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้นŽ

ธนพลระบุต่อว่า ในระยะต่อไป ผลกระทบต่อภาคการส่งออกจะมีมากขึ้นหากการเจรจาสหรัฐ-จีนไม่ประสบผล ผู้ประกอบการไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าของไทยในปัจจุบันเพื่อขยายตลาด รวมถึงป้องกันความผันผวนของค่าเงิน หากสหรัฐกับจีนยังไม่สามารถหาบทสรุปของข้อตกลงการค้า และสงครามการค้าขยายวงกว้างโดยครอบคลุมสินค้านำเข้าทั้งหมดของทั้งจีนและสหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐและจีน ตามการประมาณการของ IMF ผลกระทบของสงครามการค้าจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐและจีนในปี 2019 จะมีแนวโน้มชะลอลงราว 0.2% และ 1.16% ตามลำดับ ทำให้มูลค่าการส่งออกไทยในรูปดอลลาร์สหรัฐปี 2562 มีความเสี่ยงต่ำกว่าที่อีไอซีประเมินไว้ที่ 2.7% ซึ่งยังต้องประเมินสถานการณ์ต่อไป

สำหรับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกไทยควรพิจารณากระจายความเสี่ยงโดยหาตลาดการส่งออกที่ยังมีแนวโน้มเติบโตดี เช่น กลุ่มประเทศ CLMV และอินเดีย และใช้ประโยชน์จากข้อตกลงทางการที่ไทยมีกับหลายประเทศที่ปัจจุบันยังมีมูลค่าการค้าขายไม่สูงเท่าที่ควร เช่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ เปรู ชิลี ฯลฯ

วมถึงการวางแผนกลยุทธ์ในการป้องกันความผันผวนของค่าเงิน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีการรับจ่ายเงินในสกุลเงินหยวน เนื่องจากค่าเงินหยวนต่อดอลลาร์สหรัฐมีความเสี่ยงอ่อนค่าต่อเนื่องหากสงครามการค้าสหรัฐ-จีนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนในระยะต่อไป