นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) กล่าวถึงสถานการณ์ยางพาราในประเทศ ว่า ขณะนี้ หลายพื้นที่เริ่มมีการเปิดกรีดหน้ายางแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับการส่งออกยางสู่ตลาด ทำให้ประชาชนจะหันมากกรีดยางมากขึ้น ทาง สยยท.จึงกังวลว่าอาจส่งผลให้ราคายางพารามีความผันผวนได้ ดังนั้น ทางสยยท. จึงเห็นว่าไทยไม่ควรที่จะพึ่งพาตลาดการส่งออกเพียงอย่างเดียว
“จากการตรวจสอบข้อมูลการใช้ยางในประเทศ พบว่าปัจจุบันมีการใช้เพียง 14% มองว่าภาครัฐต้องสนับสนุนให้มีการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้น โดยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างมูลค่า หรือโครงการที่รัฐกำลังสนับสนุนอยู่ในขณะนี้ อย่าง โครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร โดยการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำน้ำยางพาราไปใช้สร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ ทั่วประเทศจำนวน 75,032 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร รวมระยะทาง 75,032 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้ระบายสต๊อกยาง และทำให้ราคายางกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น” นายอุทัยกล่าว
นายอุทัย กล่าวว่า นอกจากการสนับสนุนให้เกิดการใช้ยางในประเทศแล้ว ภาครัฐควรเข้ามาสนับสนุนในเรื่องการพัฒนาบุคคลากร หรือเข้ามาให้ความรู้ในเรื่องของการตลาด อาทิ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการแนะนำตลาดที่มีความเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ ไม่ควรเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนเพียงอย่างเดียว เพราะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เริ่มประสบปัญหาการขาดดุลทางการค้าแล้ว รัฐควรเข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ราคายางในปัจจุบัน ราคายางแผ่นรมควันอยู่ที่ 53.25 บาท/กิโลกรัม ส่วนราคาประมูลที่ตลาดกลางยางพารา ยางแผ่นดิบไม่มียางเข้าตลาด สำหรับราคายางแผ่นรมควัน เฉลี่ยอยู่ที่ 53.40 บาท/กิโลกรัม ราคายางปรับตัวตามตลาดล่วงหน้าต่างประเทศและผู้ส่งออกยางธรรมชาติของไทยมีความต้องการยางเพิ่มขึ้นเนื่องจากยางเข้าตลาดน้อยและผู้ประกอบการมีปริมาณยางคงคลังอยู่ในระดับต่ำ

