นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการสำรวจทั่วประเทศ 1,249 ตัวอย่าง ใน 3 ดัชนี ได้แก่ 1.ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ SMEs 2.ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ และ3.ดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจ SMEs ของไตรมาส 1/2562 พบว่าดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ SMEs โดยรวมอยู่ในระดับ 48.7 ลดลง 0.3 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2561 และคาดว่าในไตรมาส 2/2562 จะลดลงอยู่ที่ระดับ 48.5
นายธนวรรธน์ กล่าวถึงรายละเอียดดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ อยู่ที่ 43.7 ปรับตัวลดลง 0.3 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงไตรมาส 4/2561 และคาดว่าไตรมาส 2/2562 จะอยู่ที่ 43.5 ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ อยู่ที่ระดับ 49.9 ปรับตัวลดลง 0.5 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และคาดว่าไตรมาส 2/2562 จะอยู่ที่ 49.6 และดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจอยู่ที่ระดับ 52.5 ปรับลดลง 0.3 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และคาดว่าไตรมาสที่ 2/2562 จะอยู่ที่ 52.3
“ส่วนภาวะเศรษฐกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตที่ 5% เฉพาะเดือนพฤษภาคมนี้คาดว่าจะโตที่ 4.3-4.8% โดยภาพรวมถือว่าปรับตัวลดลงจากปีก่อนโตที่ 5.3% ผลจากปัญหาด้านเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่มีการฟื้นตัว รวมถึงปัญสงครามการค้า (เทรดวอร์) ระหว่างจีนกับสหรัฐที่มีท่าทีรุนแรงขึ้น หากปัญหายังไม่คลี่คลายโดยเร็ว อาจส่งผลให้ภาคการส่งออกด้านสินค้าเกษตร และสินค้าในภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบอย่างมากแน่นอน ดังนั้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องปรับตัว เพื่อลดผลกระทบที่จะได้รับจากเหตุการณ์ดังกล่าว” นายธนวรรธน์กล่าว และว่า รวมถึงต้องให้รัฐช่วยเหลือ สนับสนุนหรือพัฒนากิจการ อาทิ ด้านภาษี การลดอัตราภาษีหรือปรับปรุงโครงสร้างภาษี ด้านการตลาด ส่งเสริมและพัฒนาด้านศักยภาพการตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงระบบออนไลน์ ด้านสินเชื่อ การลดข้อจำกัดในการอนุมัติสินเชื่อเพื่อการเข้าถึงสินเชื่อให้ง่ายขึ้น และด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมอาชีพแก่ประชาชน เป็นต้น
นายพงชาญ สำเภาเงิน รักษาการกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า แม้ดัชนีทั้ง 3 ด้านจะปรับตัวลดลงแต่สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นลูกค้าของ ธพว. ยังมีค่าเฉลี่ยดัชนีสูงกว่าเกณฑ์ และสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ธพว. ดังนั้นแนวทางสนับสนุนของ เอสเอ็มอีแบงก์ที่มุ่งให้ความรู้คู่เงินทุน ควบคู่กับการสร้างคุณภาพชีวิตหรือที่เรียกว่า 3 เติม เป็นแนวทางที่ดี สามารถสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เกิดความเข้มแข็งได้จริง โดย ธพว.จะยังคงเดินหน้ามอบ 3 เติม ได้แก่ เติมทักษะ เติมทุน และเติมคุณภาพชีวิตให้แก่เอสเอ็มอีไทยอย่างต่อเนื่อง
“ในขณะนี้ ผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต่างคาดหวังในเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลว่าจะสามารถจัดตั้งได้โดยเร็ว เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจในประเทศกลับมาฟื้นตัวและเดินต่อไปได้ แต่ก็ไม่เป็นไปตามคาด ส่งผลให้ตอนนี้ ในเรื่องของความมั่นใจในด้านธุรกิจและตลาดหุ้น มีการปรับตัวลดลงทันที แต่อาจจะส่งผลกระทบกับเอกชนบางราย”

