จากกรณีสหรัฐฯ เดินหน้าปรับขึ้นภาษีสินค้าจีนกลุ่ม 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือสินค้าจำนวน 5,745 รายการ เป็น 25% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 และประกาศขึ้นภาษีเพิ่มเติมอีกประมาณ 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือสินค้าประมาณ 3,800 รายการ ซึ่งจะจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในช่วงเดือนมิถุนายน 2562 ขณะที่ทางการจีนประกาศขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ ประมาณ 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือสินค้าจำนวน 5,140 รายการ กำหนดมีผลบังคับใช้ 1 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นการตอบโต้กลุ่มภาษี 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันนั้น
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า มาตรการสินค้าของสหรัฐฯกลุ่มสินค้า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯและการตอบโต้ของจีนในกลุ่มสินค้า 60,000 เหรียญสหรัฐฯ นั้น เป็นสินค้ากลุ่มเดิมที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2561 เพียงแต่สหรัฐฯปรับอัตราภาษีจาก 10% เป็น 25% และจีนปรับอัตราภาษีเป็น 5 – 25% และตัดสินค้าจำนวน 67 รายการ ที่ส่วนใหญ่คืออุปกรณ์รถยนต์ เช่น เบรค ล้อรถ คลัช เพลา/แกนรถ ถุงลมนิรภัย ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ตั้งแต่ไตรมาส 4 / 2561 จนถึงปัจจุบัน พบว่าสินค้ากลุ่มนี้มีนัยยะสำคัญและส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการส่งออกไทย เนื่องจากเป็นกลุ่มสินค้าที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานหลายประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย
” อย่างไรก็ตาม ประเมินว่ามาตรการระหว่างกันล่าสุดในสินค้ากลุ่มนี้ จะไม่ส่งผลกระทบเพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากเป็นสินค้ากลุ่มเดิมที่ตลาดรับรู้ไปแล้ว และผู้ประกอบการเริ่มมีการปรับตัว และเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ตัวเลขการส่งออกเดือนเมษายน 2562 มีแนวโน้มหดตัวในอัตราที่ลดลง คาดว่าผู้ประกอบการเริ่มมีการปรับกลยุทธ์ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) และมาผลิตในประเทศที่สามหรือผลิตนอกประเทศจีนมากขึ้น เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน ”
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า เมื่อพิจารณาสินค้าในกลุ่มที่ขึ้นภาษี 2 แสนล้านเหรียญของสหรัฐฯ และ 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในฝั่งจีน พบว่าไทยยังมีโอกาสส่งออกสินค้าเพื่อชดเชยผลกระทบจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน โดยสินค้ากลุ่มที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก ได้แก่ ผักและผลไม้สดและแปรรูป เครื่องดื่ม ไก่สดแช่แข็ง อาหารปรุงแต่ง เสื้อผ้า และรองเท้า เครื่องสำอาง และ ผลิตภัณฑ์ยาง
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า สำหรับสินค้าล็อตใหม่ที่สหรัฐฯเตรียมขึ้นภาษีจีนมูลค่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ นั้น เป็นสินค้าส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมดที่สหรัฐฯ นำเข้าจากจีน ส่วนใหญ่ครอบคลุมสินค้าอุปโภค และบริโภค อาทิ อาหาร อุปกรณ์/เครื่องใช้ภายในบ้าน เสื้อผ้าและรองเท้า เครื่องประดับ หากสหรัฐฯเดินหน้าขึ้นภาษีจริงจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค และประเมินว่าในกลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภค ผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทานจีนจะมีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับมาตรการที่ผ่านมา
” และไทยมีโอกาสที่จะส่งออกเพิ่มในตลาดสหรัฐฯ กว่า 725 รายการ คิดเป็นมูลค่า 200 – 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นสินค้าที่ไทยมีด้วยส่วนแบ่งตลาดและความสามารถทางการแข่งขันในรายสินค้า (RCA) สูง ประกอบกับภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าไทยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค อาทิ อาหารและเครื่องปรุงอาหาร เช่น เครื่องเทศ น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะพร้าว พีนัท ถั่ว Pignolia น้ำตาลอ้อย รวมถึงน้ำผลไม้ ขิง ชาเขียว เสื้อผ้าและผ้าผืน รองเท้า อุปกรณ์กีฬา เครื่องประดับ (ไข่มุกและนาฬิกา) และของใช้ในบ้าน (เครื่องเซรามิค เครื่องแก้ว) ”
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า กระทรวงยังได้ติดตามสถานการณ์การนำเข้าอย่างใกล้ชิดในกลุ่มสินค้าสำคัญ ได้แก่ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ฯ อะลูมิเนียม เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า รองเท้า และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ เครื่องจักรไฟฟ้าฯ ทองแดง และเคมีภัณฑ์ เพื่อป้องกันการสินค้าไหลเข้ามาไทยเป็นจำนวนมากจากมาตรการภาษีระหว่างสหรัฐฯและจีนอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศและผู้บริโภค ซึ่งยังไม่พบการนำเข้าที่ผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า ขณะนี้การค้าไม่แน่นอนและมีความท้าทายสูง ปัจจัยสำคัญของการการกระตุ้นส่งออก คือ การช่วงชิงโอกาส (Speed)และกลยุทธ์ (Strategy) ให้ตอบโจทย์อย่างตรงจุด เพื่อเร่งผลักดันการขายตามความต้องการของตลาด โดยในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ กระทรวงจัดประชุมร่วมกับตัวแทนสมาคมและอุตสาหกรรมกว่า 20 กลุ่ม เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ และการปรับกลยุทธ์ผลักดันการส่งออกสินค้าศักยภาพข้างต้นอย่างรวดเร็ว
“จะนำผลหารือจากการประชุมเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ในวันที่ 11 มิถุนายน 2562 เพื่อกำหนดแนวทางการรับมือในเรื่องสงครามการค้า และกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์การค้าระยะยาวที่จะต้องพิจารณาระบบการค้าและการลงทุน ทั้งระบบให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ของการค้าโดยเน้นผลักดันและกระตุ้นการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชนและผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ต่อไป “นางสาวพิมพ์ชนก กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมกนศ. จะเป็นการประชุมเมื่อมีปัญหาทางการค้ารุนแรง เพราะจะเป็นการนำปัญหาและข้อเสนอต่างๆ มาให้กนศ. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบในการออกมาตรการช่วยเหลือและครอบคลุมการสั่วงการในทุกกระทรวง ซึ่งในรัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีการประชุมมาหลายปีแล้ว

