นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯได้จัดสัมมนาเรื่อง”ประโยชน์ ผลกระทบ และความพร้อมของไทย ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-บังกลาเทศ” เพื่อเผยแพร่ข้อมูลการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำเอฟทีเอกับบังกลาเทศ พร้อมทั้งรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและมีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับประโยชน์ ผลกระทบ ปัญหาอุปสรรค และแนวทางรองรับผลกระทบจากการจัดทำเอฟทีเอดังกล่าว
นายดวงอาทิตย์ กล่าวว่า กรมฯเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของไทย และต้องการให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม จึงได้ดำเนินการจ้างศึกษาวิเคราะห์ผลประโยชน์และผลกระทบที่จะได้รับ ในกรณีที่ไทยจะเจรจาเอฟทีเอกับบังกลาเทศในอนาคต โดยจากการสัมมนา พบว่า ภาคเอกชนส่วนใหญ่ต้องการให้ไทยจัดทำเอฟทีเอกับบังกลาเทศ สำหรับสินค้าที่ภาคเอกชนให้ความสนใจและไทยมีศักยภาพส่งออกไปยังบังกลาเทศ อาทิ อาหาร อาหารแปรรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนภาคบริกา
” ที่ผ่านมามีนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในบังกลาเทศแล้วหลายราย ในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ อาหาร วัสดุก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ กระดาษ และพลังงาน ซึ่งกรมฯ จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน มาใช้ปรับปรุงผลการศึกษาให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ”
นายดวงอาทิตย์ กล่าวว่า ไทยจำเป็นต้องแสวงหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงให้กับสินค้าและบริการของไทย เพื่อให้การค้าและการลงทุนของไทยสามารถเติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การค้าโลก โดยปัจจุบันไทยได้ริเริ่มการเจรจาจัดทำเอฟทีเอกับคู่ค้าสำคัญในภูมิภาคเอเชียใต้แล้ว ได้แก่ ปากีสถาน และศรีลังกา ทั้งนี้ บังกลาเทศถือเป็นอีกประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง โดยอยู่ระหว่างเร่งพัฒนาประเทศ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ซึ่งปี 2561 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของบังกลาเทศขยายตัวสูงถึง 7.86% และช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บังกลาเทศมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยกว่า 6% ต่อปี โดยมีปัจจัยเกื้อหนุนหลายประการ อาทิ ปัจจัยด้านประชากรที่มีจำนวนสูงถึง 160 ล้านคน ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 8 ของโลก ค่าแรงต่ำ รวมถึงมีทรัพยากรทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เช่น ก๊าซธรรมชาติ ป่าไม้ และถ่านหิน เป็นต้น นอกจากนี้ บังกลาเทศเป็นประเทศที่นักลงทุนจากทั่วโลกให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุน เนื่องจากได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) จาก 47 ประเทศทั่วโลก
นายดวงอาทิตย์ กล่าวว่า ปี 2561 บังกลาเทศเป็นคู่ค้าอันดับที่ 39 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยมีมูลค่าการค้ารวม 1,255.79 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปบังกลาเทศ 1,196.55 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ปูนซิเมนต์ เม็ดพลาสติก ผ้าผืน เหล็ก เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรกล เป็นต้น และนำเข้าจากบังกลาเทศ 59.24 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป สัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ และพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เป็นต้น

