เฉลียงไอเดีย : ‘บุ๋ม’ตรีรัก รักการดี กับอีกบทบาท‘Business Women’ จับตัวตนใส่ธุรกิจ‘ME’สบู่ก้อนที่ใช่ของทุกคน

ห่างหายจากวงการบันเทิงเมืองไทยไปนาน บุ๋ม-ตรีรัก รักการดี อีกหนึ่งเซ็กซี่สตาร์ที่โด่งดังมากเมื่อในอดีต มาเยี่ยมเยือนกอง บก.มติชน เลยมีโอกาสได้พูดคุย อัพเดตความเป็นไปของคุณบุ๋ม

“กลับมาทำธุรกิจค่ะ” คุณบุ๋มเล่าถึงแผนชีวิตที่เธอออกแบบไว้ว่า ตั้งใจจะกลับมา Retire ที่เมืองไทยตอนอายุ 60 หลังจากตัดสินใจหันหลังให้วงการบันเทิงเมืองไทย ไปใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกามา 20 ปี

“วางแผนชีวิตไว้แบบนี้ ในจังหวะที่เศรษฐกิจทั่วโลก กำลัง Going Down เลยต้องเริ่มต้นก่อนล่วงหน้า 5 ปี เพื่อให้ธุรกิจอยู่ตัว ตัดสินใจกลับมาไทยเมื่อประมาณต้นปี มาตั้งหลัก ลุยทำออฟฟิศก่อน (บริษัท ตรี ตรีรัก จำกัด (Tri Trerak Co., Ltd. : TRI) ทั้งที่ยังไม่มีไอเดียว่าจะทำธุรกิจแนวไหน จะขายอะไร ก็คุยกันในครอบครัว เพราะธุรกิจครั้งนี้เป็นบุ๋มเลย ไม่มีพาร์ทเนอร์ ทำกันเองในครอบครัว มานั่งคุยกันว่าจะทำอะไร ก็ได้ข้อสรุปว่านำเสนอตัวตนบุ๋ม”

จึงเป็นที่มาของสบู่ “ME” ซึ่งคุณบุ๋มขยายความว่า สื่อถึงความเป็นตัวตนของผู้ใช้ หรือ “it’s me” เพราะจุดเริ่มต้นมาจากตัวตนคุณบุ๋ม “ช่วงที่อยู่อเมริกา จะขับรถออกไป Road Trip นอกเมือง ที่นี่มีวันหยุด (Holiday) เยอะกว่าบ้านเรา มี Free Market Weekend ที่มีของ Handmade, ออร์แกนิค อยู่เยอะมาก พอคิดจะทำธุรกิจก็นึกถึงสบู่ก้อนเพราะชอบ เป็นคนถนัดเรื่อง Beauty-Healthy เรื่องการบำรุงผิวพรรณ เรื่องสุขภาพ เลยจ้างทีมดีไซน์ให้ช่วยคิดรูปแบบสินค้า”

โดยบุ๋มให้คอนเซ็ปต์จากตัวตนที่มีความหลากหลาย ชอบของเก๋ ของ Handmade เป็นการเชื่อมต่อไอเดีย จนแบ่งกลุ่มลูกค้าได้เป็น 3 กลุ่มหลัก คือกลุ่มคนชอบน้ำหอม สินค้าต้องดูแพงแบบ Counter brands กลุ่มคนชอบแนวออร์แกนิค และกลุ่มชอบสครับ ใช้สัญลักษณ์ในการแบ่งชนิดของสบู่ เช่น สามเหลี่ยมคือกลิ่น คือกลุ่มสบู่น้ำหอม วงกลมคือสครับ เป็นต้น ทำรูปสบู่ก้อนเป็นชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่สามารถต่อเข้าด้วยกัน และสามารถแยกแต่ละก้อนออกมาใช้ตามการใช้งาน

“ด้วยความที่เคยเป็นนางแบบมาก่อน จึงชอบของสวย ดังนั้นแพคเกจจิ้งต้องมาก่อน ให้โจทย์ทีมงานว่าต้องแฝงความเป็นตัวตนของเรา โลโก้ที่ออกแบบจึงเป็นลายปีกม้าเพกาซัส (Pegasus) ที่สื่อถึงความเป็นผู้หญิงเข้มแข็ง และบังเอิญที่บุ๋มเกิดปีม้า และต้องการแฝงความเป็นไทยเพราะเป็นแบรนด์คนไทย จึงใช้ลายน้ำเป็นพื้นของแพคเกจจิ้ง”

ปัจจุบันสบู่ “ME by Tri” มีทั้งหมด 25 สูตร ใน 3 กลุ่มหลักของชนิดสบู่ อย่างกลุ่มสบู่น้ำหอม คุณบุ๋มบอกว่า ซื้อหัวน้ำหอมของแบรนด์นั้นมาใช้เป็นส่วนผสม หลักๆ จะเป็นแบรนด์ที่ชื่นชอบ ทั้ง Jo malone, Dior, Gucci, Chanel No.5 โดยจะเลี่ยงชื่อแบรนด์เพื่อไม่ติดปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ เช่น กลิ่น Chanel No.5 จะเป็นกลิ่น ซีเอ็นไฟว์ เป็นต้น มุ่งเน้นตลาดต่างชาติเป็นหลัก 70% อีก 30% ในไทย

ย้อนถามถึงการเปิดออฟฟิศก่อน ทั้งๆ ที่โลกปัจจุบันสินค้าออนไลน์กำลังเป็นที่นิยม และเริ่มทำธุรกิจได้ง่ายๆ แถมไม่ต้องลงทุนมาก คุณบุ๋มบอกว่าต้องการความเป็น Professional “อย่างที่บอก ตั้งใจมาทำธุรกิจ ไม่ได้มาทำเล่นๆ ความน่าเชื่อถือต้องมี หลังตั้งออฟฟิศแล้วได้เชิญบริษัท-โรงงานที่รับจ้างผลิตมาพรีเซนต์งานที่ออฟฟิศ ให้พวกเขาเห็นว่าบุ๋มทำจริง เพราะมีหลายบริษัทที่มาวันนั้นถามบุ๋มตรงๆ ว่าจะทำยาวหรือไม่ จะเหมือนดาราคนอื่นๆ หลายคนที่ทำธุรกิจแบบตีหัวเข้าบ้านหรือไม่ เพราะไม่อยากเสียเวลาผลิตให้เดี๋ยวเดียวเลิก นี่คือเหตุผลที่ทำออฟฟิศก่อนเพื่อให้ผู้ผลิตเชื่อถือว่าเราทำธุรกิจแน่ๆ”

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่บริษัทผู้ผลิตที่เลือก แต่เป็นคุณบุ๋มเลือกด้วย บริษัทผู้ผลิตต้องมีมาตรฐานที่ยืนยันได้ด้วย Certificate ทุกขั้นตอนการผลิตต้องปลอดภัย เพราะวาง Concept สินค้าอยู่ในกลุ่ม Premium จึงพิถีพิถันและคัดสรรวัตถุดิบเกรดเอมาผลิตเป็นสบู่สูตรอ่อนโยนด้วยสารสกัดจากธรรมชาติหลากหลายที่ทั้งช่วยทำความสะอาดและบำรุงผิวในตัว

หลังเปิดตัวบริษัทได้ 2 เดือน ด้วยทุนตั้งต้นกว่า 10 ล้านบาท คุณบุ๋มบอกว่ามีติดต่อขอเป็นแฟรนไชส์แล้ว 2 รายที่จังหวัดเชียงใหม่และภูเก็ต จากที่เห็นบูธของบริษัทไปร่วมงานบ้านและสวน งาน STYLE Bangkok 2019 และจากที่ลงเพจของบริษัท ซึ่งคุณบุ๋มคิดค่าแบรนด์หรือแฟรนไชส์ 50,000 บาท จัดให้ทุกอย่างทั้งการตกแต่งร้านค้าและสินค้า ล่าสุดสยามดิสคัฟเวอรี่และล็อตเต้ดิวตี้ฟรีติดต่อให้นำสินค้าไปวางจำหน่าย ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการ อีประมาณ 2 เดือนน่าจะได้เห็นสินค้าวางจำหน่าย

และในวันที่คุยกัน คุณบุ๋มบอกว่าเพิ่งกลับจากพม่าในงาน Business Matching และยังได้รับคัดเลือกจากสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม “สสว.” ไปร่วมงาน HKTDC Hong Kong Gifts & Premium Fair 2019 ที่ฮ่องกง ที่เพิ่งจบงานเมื่อ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา “การไปดูตลาดแต่ละประเทศทำให้ได้ข้อมูลกลับมา อย่างพม่าทำตลาดออนไลน์อย่างเดียว ศรีลังกาคือกลุ่มลูกค้าชอบน้ำหอม เป็นต้น”

แถมได้ลูกค้าติดมือมาด้วย ได้ออเดอร์จากตลาดศรีลังกาแล้ว เพราะชื่นชอบกลิ่น ซึ่งคุณบุ๋มย้ำว่าในช่วงเริ่มต้นขอมุ่งทำตลาดในประเทศใกล้ๆ ก่อน แต่มีแผนจะไปทำตลาดโซนยุโรป-อเมริกา เพราะเป็นสินค้าที่ถูกจริตกับคนโซนนั้น

แค่เริ่ม ดูเหมือนธุรกิจคุณบุ๋มกำลังไปได้สวย แต่คุณบุ๋มบอกว่า “ผู้หญิงอย่างบุ๋มไม่เคยได้อะไรมาโดยง่าย ชีวิตไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ รู้อย่างเดียวว่ามีความตั้งใจและมุ่งมั่น ไม่ว่าเจอปัญหาอะไรมาไม่เคยถอย”

คุณบุ๋มบอกว่า บริษัทนี้สร้างทีมมา 2 ปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้น ใช้เวลาทำออฟฟิศ 6 เดือน ติดต่อขอใบอนุญาตจาก อย.ใช้เวลาอีก 3 เดือน และอีก 5-6 เดือนต้องแก้ไขในรายละเอียดต่างๆ รวมถึงต้องอบรมทีมงานซึ่งก็คือพี่น้องและญาติๆ ที่ไม่มีใครเป็นงานมาก่อน “ตั้งแต่เข้าวงการบันเทิงก็พึ่งตัวเอง ไม่มีผู้จัดการ ไปสู้ชีวิตที่อเมริกาอีก 20 ปี และล่าสุดในบทบาท Business Women บุ๋มสู้มาโดยตลอด ก้าวทุกอย่างด้วยตัวเอง ฝึกฝนเรียนรู้ด้วยตัวเอง”

ถามถึงช่วงที่ใช้ชีวิตที่อเมริกา คุณบุ๋มบอกว่า เคยมีความฝันตอนเด็ก อยากไปเมืองนอกไปเรียนภาษาอังกฤษ ไปแก้ปมวัยเด็กที่เคยตกภาษาอังกฤษ และอยากเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก “เมื่อตัดสินใจแล้วก็ไปเลย ไปลุยที่อเมริกา เพราะเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย ระหว่างเรียนก็หางานทำ ตั้งใจไปเป็นสาวเสิร์ฟที่ร้านอาหาร แต่เพื่อนแนะนำอาชีพเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงเพราะเห็นบุ๋มรักสุนัข จึงไปเรียนตัดขนสุนัขที่สามารถทำเป็นอาชีพได้” ถือเป็นคนไทยคนแรกที่เรียนจนได้ Certified Master Groomer ของอเมริกา แน่นอนว่ามีแผนจะทำธุรกิจด้านนี้ รอให้ธุรกิจสบู่อยู่ตัวสัก 5 ปีก่อน โดยตั้งเป้าจะคืนทุนภายใน 3 ปีแรก “บุ๋มรัก 2 อย่าง คือบิวตี้คนและบิวตี้สุนัข ถือเป็นสิ่งที่รักทั้งคู่”

คุณบุ๋มเฉลยเพิ่มเติมว่า เดิมตั้งใจเปิดร้านที่อเมริกา เพราะเรียนครบทุกหลักสูตรและได้ใบเซอร์ฯที่ประกอบธุรกิจได้ ซึ่งที่นี่อาชีพเกี่ยวกับสุนัขทำเงินได้ดี “เปลี่ยนใจกลับไทย เพราะคุณแม่ทักมาว่าไม่คิดจะกลับเมืองไทยหรือ กลับบ้านเถอะลูก เลยคิดได้ว่าเมื่อเราอายุ 60 ปีใครจะดูแล เพราะทุกวันนี้เป็นหัวหน้าครอบครัว จึงคิดสร้างฐานให้มั่นคง”

 

ตั้งใจเกษียณตอน 60 แต่มีแผนจะลุยธุรกิจใหม่ต่อ คุณบุ๋มบอกว่า ตั้งใจว่าภายใน 5 ปี ธุรกิจลงตัว จากนั้นจะจ้างทีมมืออาชีพมาบริหารงานต่อ เหลือสถานะเพียงเจ้าของธุรกิจ ไม่ต้องลงมือทำเอง ชีวิตที่เหลือหลังเกษียณจะท่องเที่ยวรอบโลกตามที่ตั้งใจไว้

ถามอีกว่า มีสักแวบไหมที่อยากกลับไปคืนจออีก คุณบุ๋มตอบแบบไม่คิด “รู้สึกอิ่มตัว ทั้งการเป็นนางแบบ นักแสดง และนักร้อง ไม่คิดกลับไป แต่ยอมรับว่ามีอารมณ์คิดถึงวงการ แต่ไม่รับแสดงแล้ว แค่ถูกเชิญออกรายการทีวี ถ่ายโฆษณาบ้างบางครั้ง ซึ่งยังมีติดต่อเข้ามา แค่นี้ก็พอแล้ว”

ถามเป็นคำถามสุดท้ายก็จบบทสนทนา เกี่ยวกับหัวใจ รักครั้งใหม่จะมีหรือไม่

คุณบุ๋มหัวเราะอารมณ์ดีก่อนตอบ “ไม่เข็ดเรื่องความรักค่ะ ยังเปิดหัวใจตลอดเวลา แต่บังเอิญคนที่เข้ามา ไม่ใช่ The Right One”

ที่สำคัญคุณบุ๋มขอมุ่งเรื่องงาน ในฐานะบอสสาว กับธุรกิจที่กำลังตั้งไข่ เตรียมวิ่ง ณ ตอนนี้

เกษมณี นันทรัตนพงศ์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้หลักธรรมาภิบาลกับการแก้ปัญหา ความขัดแย้งทางการเมืองของไทย (Good governance) : โดย ณรงค์ ขุ้มทอง
บทความถัดไป‘ผู้นำ’ กับความ ‘ศรัทธา’ : โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร