นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภา อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กรณีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าขณะนี้สหรัฐได้พยายามเข้าไปควบคุมสินค้าเป็นรายตัว และมีการขยายขอบเขตการทำสงครามการค้าเพิ่มขึ้นด้วยการดึงประเทศพันธมิตรเข้ามาร่วมด้วย จึงเชื่อว่าสงครามการค้าครั้งนี้จะมีการยืดเยื้อและทวีความรุนแรง จนกว่าจะได้ข้อยุติในการต่อรองการค้า ซึ่งมองว่าหากจะมีข้อยุติได้ จะต้องทำให้สหรัฐพอใจในข้อต่อรองนั้น แต่เชื่อว่าจีนก็คงรับข้อต่อรองนั้นไม่ได้แน่นอน ทำให้หากเทรดวอร์ยังยืดเยื้อต่อไป ก็มีโอกาสที่การส่งออกไทยปี 2562 จะติดลบได้ เพราะไทยได้รับผลกระทบชัดเจนมากจนทำให้การส่งออกในช่วง 4 เดือน (มกราคม-เมษายน) ที่ผ่านมาติดลบอย่างต่อเนื่อง
“จีดีพีของประเทศไทยกว่า 70% มีการพึ่งพาการส่งออก ทำให้การค้าขายกับต่างประเทศเป็นรายได้หลักของประเทศไทย ซึ่งคู่ค้าอันดับ 1 ที่ไทยส่งออกสินค้าไปกว่า 12% เป็นจีน ในขณะที่ไทยก็ส่งออกสินค้าไปสหรัฐกว่า 10% ทำให้การส่งออกสินค้าไป 2 ประเทศนี้รวมแล้วคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ส่วนของมูลค่าการส่งออกรวม และสิ่งที่สำคัญคือ ไทยเองเป็นประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตสินค้าของจีน ที่ส่งออกสินค้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนต่างๆ ไปยังจีนเพื่อให้จีนนำไปประกอบหรือผลิตเป็นสินค้าส่งออกต่อไป ทำให้ในช่วงแรกที่เกิดเทรดวอร์ขึ้น สหรัฐเริ่มตั้งกำแพงภาษีด้วยจำนวนเงินที่ไม่สูงมาก จนกระทั่งปัจจุบันที่เพิ่มวงเงินเป็น 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ครอบคลุมสินค้ากว่า 5,000 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าวัตถุดิบที่ไทยส่งออกไปยังจีน ซึ่งหากยังเป็นอย่างนี้ต่อไป การส่งออกไทยอาจจะโตแค่ 1% หรือาจจะติดลบได้” นายเกรียงไกรกล่าว
นายเกรียงไกรกล่าวว่า การส่งออกไทยลดลงจะกระทบต่อจีดีพีรวมของประเทศไทยแน่นอน เพราะจากต้นปีที่มีการคาดการณ์ว่าจีดีพีรวมจะโตได้ 3.8% ในปีนี้จะโตลดลงเหลือเพียง 3.4-3.5% ซึ่งผลกระทบของเทรดวอร์ยังทำให้ประเทศไทยไม่สามารถส่งออกชิ้นส่วนวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมและอิเลกทรอนิกส์ต่างๆ ไปยังจีนได้ เพราะความต้องการใช้ในการผลิตมีแนวโน้มลดลง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับยางพารา และไม้ที่จะใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ก็จะลดลง จึงมองว่าอุตสาหกรรมหลายประเภทจะได้รับผลกระทบในเชิงที่ประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิต แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ มีความกังวลว่าสินค้าของจีนจำนวนมากที่ถูกขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐกว่า 5,000 รายการ อาจจะทะลักเข้ามาในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงเข้ามาในไทยเพิ่มมากขึ้น ทำให้ไทยอาจจะได้รับผลกระทบจากการที่สินค้าราคาถูกจากจีนจะเข้ามาทุ่มตลาดไทย (ดัมพ์)
นายเกรียงไกรกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลดีต่อไทยอยู่บ้าง คือ ไทยจะมีโอกาสในการส่งออกสินค้าบางรายการ อาทิ สินค้าการเกษตร เพื่อทดแทนการนำเข้าของ 2 ประเทศที่ตั้งกำแพงภาษีระหว่างกัน และเพิ่มสัดส่วนการส่งออกสินค้าในตลาดสหรัฐได้เพิ่มขึ้น ซึ่งในขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาว่าผลกระทบที่เกิดขึ้น จะทำให้ไทยได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์มากกว่ากัน ส่วนข้อดีอีกข้อคือ การที่จีนจะโยกย้ายฐานการผลิตมาในแถบอาเซียนมากขึ้น ซึ่งประเทศเป้าหมายของจีนก็เป็นเวียดนามและไทย ทำให้หากมีการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น ก็จะมีเม็ดเงินในการลงทุนเข้ามามากขึ้น และน่าจะทำให้เกิดการจ้างงานและใช้วัถุดิบในการก่อสร้างเพื่อตั้งโรงงานผลิตสินค้าต่างๆ เพิ่มมากขึ้น แต่ก็อยากให้ระวังในการที่จีนเข้ามาตั้งโรงงานผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ที่จะเปลี่ยนจากการส่งออกจากจีนเป็นส่งออกจากไทย แต่เจ้าของเป็นนักลงทุนจีน และหากส่งออกไปสหรัฐจนได้ดุลการค้าเพิ่มมากขึ้น จะทำให้สหรัฐหันมาก่อสงครามการค้ากับไทยเหมือนที่ทำกับจีนได้ เพราะในขณะนี้ไทยก็อยู่ในอันดับที่ 11-12 ของประเทศที่เกินดุลการค้าสูงของสหรัฐ และถูกสหรัฐจับตามองอยู่แล้ว รวมถึงยังเป็นประเทศที่ถูกจับตามองเรื่องค่าเงินที่อ่อนค่า จนทำให้สหรัฐตั้งข้อสงสัยและมองว่าค่าเงินบาทที่อ่อนค่ามากนั้น ส่งผลทำให้สหรัฐเสียเปรียบในการค้าขายด้วย
นายเกรียงไกรกล่าวว่า ภาคเอกชนได้เตรียมแผนการรับมือกับเทรดวอร์ ด้วยการเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งเปิดตลาดใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และเซาท์อีสต์อเมริกา ที่มีจำนวนประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของโลก และเป็นตลาดที่มีอนาคตสดใสมาก เพราะมีจำนวนประชากรเยอะ รวมทั้งเร่งรัดให้ภาครัฐเดินหน้าเจรจาการค้า (เอฟทีเอ) กับต่างประเทศ ในกรอบการค้าต่างๆ ที่ประเทศไทยยังคงค้างคาอยู่ อีกทั้งจะเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ตั้งวอร์รูม (ห้องวางแผน) เพื่อศึกษาผลกระทบและวางมาตรการเพื่อรับมือ และช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยร่วมกันให้เร็วที่สุด

