หน้าแรก เศรษฐกิจ กยท.ชี้จีน-เย...

กยท.ชี้จีน-เยอรมันแห่ลงทุน คุมมาตรฐานหมอนยางพารา

26.05.19 | 18:43 น.

นางนพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการด้านธุรกิจและปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า จากสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ขณะนี้ กยท.ได้หารือภายในองค์กรเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นคาดว่าในระยะสั้นไม่น่าจะมีผลกระทบ แต่พบว่าตั้งแต่ต้นปี 2562 เป็นต้นมาจะเริ่มเห็นจีนย้ายโรงงานผลิตล้อยางเข้ามาในไทยประมาณ 2-3 โรงงาน โรงงานผลิตยางคอนติเนนทอลของเยอรมันก็ย้ายมา 1 โรงงาน โดยการตั้งโรงงานเพื่อผลิตล้อยางเพื่อการส่งออกไปทั่วโลก ซึ่งการย้ายโรงงานผลิตยางล้อมาไทยแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ต้องจับตาดูก่อน เพราะไทยเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลกปีละประมาณเกือบ 5 ล้านตัน และคุณภาพยางพาราของไทยก็ดีกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

“เมื่อปีที่แล้ว ไทยใช้ยางพาราในประเทศประมาณ 7-8 แสนตัน หรือประมาณ 14% ของปริมาณผลผลิตยางพาราเกือบ 5 ล้านตันในประเทศ แต่เมื่อมีการย้ายโรงงานผลิตยางล้อ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ เข้ามาในไทยจะทำให้สัดส่วนของปริมาณผลผลิตที่ใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น ในอนาคตนับจากนี้ไป ราคายางพาราไทยน่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น”นางนพรัตน์กล่าว

นางนพรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้ชาวสวนได้เปิดกรีดยางพารามาแล้วเกือบ 1 เดือน ราคายางพารายังคงดี เกษตรกรรับได้ โดยยางแผ่นรมควันอยู่ที่ราคา 53-54 บาทต่อกิโลกรัม ยางสดอยู่ที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากมีการดูดซับปริมาณยางออกจากระบบโดยโครงการของรัฐ อาทิ กรมราชทัณฑ์ ได้ซื้อยางเพื่อไปผลิตหมอนและที่นอนเพื่อนักโทษ ท้องถิ่นนำยางพาราไปผลิตถนน และยังมีผลิตภัณฑ์จากยางพาราอีกมากมายที่รัฐบาลส่งเสริมให้ผลิตโดยใช้ยางพาราในประเทศ

นางนพรัตน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเพื่อรวบควบคุมคุณภาพหมอนจากยางพารา ล่าสุด กยท.ได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสถานทูตเกาหลีเกี่ยวกับการตรวจพบหมอนยางพาราจากไทยที่พบสารกัมมันตภาพรังสีก่อปัญหาต่อสุขภาพ ว่า หมอนยางพาราที่เกาหลีตรวจพบกัมมันตรังสีเป็นหมอนที่ผลิตจากไทยจริง แต่เป็นหมอนที่เอกชนเกาหลีมาจ้างไทยผลิต โดยการนำแร่โมนาไซต์ผสมเข้าในผลิตภัณฑ์ อ้างว่าจะช่วยเรื่องสุขภาพจะทำให้การไหลเวียนของเลือดลมดีขึ้น ขณะเดียวกัน กทย.ได้เชิญสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย กระทรวงพาณิชย์ และเอกชนผู้ผลิตหมอนยางพาราเข้าตรวจสอบและชี้แจงที่มา เห็นตรงกันว่าสารดังกล่าวเป็นอันตรายและได้สั่งห้ามไม่ให้เอกชน หรือโรงงานยางพาราไทยนำผสมสารแปลกปลอมเข้าไปในส่วนผสมวัตถุดิบยางพาราเพื่อผลิตเป็นหมอน

“ขณะนี้ได้แจ้งไปยังผู้ผลิต ห้ามใช้สารดังกล่าวในกระบวนการผลิต และเร่งทำความเข้าใจแก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ เพราะออเดอร์หมอนที่มีสาร โมนาไซต์ ยังไม่พบผลิตที่โรงงานอื่น ปริมาณสารไม่ถึง 1%และไม่มีวางขายในไทย เพราะเอกชนเกาหลีในฐานะผู้จ้างผลิตได้สั่งทำสินค้าเพื่อไปขายในเกาหลีเท่านั้น”นางนพรัตน์กล่าว

Advertisement