หน้าแรก เศรษฐกิจ พาณิชย์จับตาม...

พาณิชย์จับตามะกันลดนำเข้าสินค้าและชิ้นส่วนยานยนต์ เชื่อสัดส่วนจากไทยต่ำมาก ไม่น่าเป็นภัยความมั่นคง

26.05.19 | 18:03 น.

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์(พณ.) กล่าวภายหลัง
หารือกับภาคเอกชนกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมว่า เรื่องที่ นายโดนัลด์
ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามแก้ปัญหาสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์นำเข้าที่เป็นภัยคุกคามต่อ
ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ และให้รายงานความคืบหน้าภายใน 180 วัน พร้อมทั้งติดตามการนำเข้า
สินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และประเมินสถานการณ์การนำเข้าต่อการเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง
แห่งชาติของสหรัฐฯ โดยอาจขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์จาก 2.5% เป็น 25% นั้น ที่ประชุมเห็นว่าขณะนี้ยังเร็วไปที่จะระบุว่าประกาศของสหรัฐฯ จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมของไทยอย่างไร เพราะยังไม่มีมาตรการออกมาใน
ทางปฏิบัติ แต่จากการพิจารณาขอบเขตของสินค้าที่อาจเข้าข่ายสหรัฐฯ นำมาตรการจำกัดการนำเข้าหรือขึ้น
ภาษีมาใช้พบว่า ประกาศดังกล่าวระบุถึงสินค้า รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถบรรทุกขนาดเล็ก และชิ้นส่วนยาน
ยนต์ประเภทเครื่องยนต์และชิ้นส่วน ระบบส่งกำลังและชิ้นส่วนไฟฟ้า ซึ่งจากสถิติการนำเข้ายานยนต์และชิ้น
ส่วนของสหรัฐฯ พบว่าสหรัฐฯ นำเข้ายานยนต์จากไทยในปี 2561 มูลค่า 230.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สัดส่วน
0.1% ของมูลค่าการนำเข้าทั่วโลก 208,822 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ (ไม่รวมยางล้อ)
จากไทยมูลค่า 1,296.48 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 0.93% ของการนำเข้าทั่วโลก 138,991.87 ล้านเหรียญ
สหรัฐฯ สัดส่วนการนำเข้าจากไทยต่ำมาก จึงไม่น่าเป็นภัยความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ

นางอรมน กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ที่ประชุมเห็นควรติดตามสถานการณ์การเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับสหภาพยุโรป
และสหรัฐฯกับญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่การลดหรือจำกัดปริมาณการส่ง
ออกสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนจากประเทศเหล่านี้ไปสหรัฐฯ ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้น
ส่วนของไทยจะต้องเร่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต นวัตกรรม วิจัยและพัฒนา รถยนต์และชิ้นส่วนของไทย
เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดโลก นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ไทยและสำนักงานผู้แทนการ
ค้าสหรัฐฯ ยังมีเวทีการประชุมคณะมนตรีและการค้าและการลงทุน เดือนกรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นโอกาสใน
การหารือติดตามความคืบหน้า การใช้มาตรการของสหรัฐฯ ต่อไป

นางอรมน กล่าวถึงความคืบหน้าการปฏิรูปองค์การการค้าโลก(ดับบลิวทีโอ) ว่า อยู่ระหว่างปฏิรูปโปร่งใส
กลไกระงับข้อพิพาท การปรับปรุงหลักการให้การปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่าง(เอสแอนด์ดี)แก่ประเทศ
กำลังพัฒนาว่ามีความจำเป็นหรือไม่ อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้กำลังเข้มข้น เพราะสหรัฐฯได้เสนอเอกสารให้ความ
เห็นว่าควรมีการปรับหลักเกณฑ์การให้เอสแอนด์ดีแก่สมาชิกดับบลิวทีโอใหม่ และให้จำแนกประเทศที่เข้า
ข่ายจริงๆ แต่สมาชิกกำลังพัฒนาหลายประเทศ รวมทั้งไทยเห็นว่า หลักการเอสแอนด์ดีเป็นหลักการพื้นฐานที่
ช่วยเสริมสร้างศักยภาพประเทศกำลังพัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่งในระบบการค้าโลก ทำให้เกิดความยืดหยุ่นและ
มีผลสำคัญต่อการหาข้อสรุปการเจรจาเรื่องต่างๆ จึงต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ โดยจีน อินเดีย กลุ่ม
แอฟริกา เห็นว่าไม่ควรมีการจำแนกประเทศกำลังพัฒนา และเห็นว่าประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลัง
พัฒนายังมีความแตกต่างของระดับการพัฒนาประเทศสูง อาทิ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

“ไทยในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ ได้หยิบยกประเด็นเหล่านี้หารือในอาเซียนด้วย เพื่อให้อาเซียนร่วมกัน
แสดงบทบาทการปฏิรูปดับบลิวทีโอให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และหาข้อสรุปการเลือกสมาชิกองค์กรอุทธรณ์
6 ใน 7 ตำแหน่ง ที่จะว่างลงในเดือนธันวาคมนี้ด้วย”นางอรมนกล่าว