หน้าแรก เศรษฐกิจ เริ่มแล้วโซลา...

เริ่มแล้วโซลาร์ประชาชน ‘คนไทย’ ผลิตไฟใช้เอง

27.05.19 | 13:47 น.

แม้จะผ่านพ้นฤดูร้อนไปแล้ว เพราะขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ แต่ฤดูร้อนที่ผ่านมา หลายคนลงความเห็นตรงกันว่าปี 2562 เป็นอีกปีที่ร้อนสุดสุด จนแทบทุกบ้านต้องเสียเงินไปกับค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น และมีแนวโน้มว่าความร้อนจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

จากอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี่เอง ตรวจสอบตัวเลขการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของประเทศไทยในปีนี้ผ่านสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ข้อมูลว่า พีคไฟฟ้าของปีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม เนื่องจากสภาพอากาศร้อนอบอ้าว พีคจึงเด้งไปถึง 32,272.8 เมกะวัตต์ เวลา 14.27 น. หลังจากนี้จนถึงตอนนี้ยังไม่เกิดพีคของปีขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม แม้พีคดังกล่าวจะแค่ทุบสถิติของปี 2562 แต่ยังไม่ทุบสถิติของการเก็บข้อมูลประเทศแต่ละปี แต่หลายฝ่ายก็มีคำถามว่า การใช้ไฟฟ้าที่สูงเช่นนี้จะทำให้เกิดปัญหาไฟตก ไฟดับ ตามมาหรือไม่?

สอบถามไปยังผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ได้รับการยืนยันว่าปริมาณไฟฟ้าไว้รองรับเพียงพอแน่นอน เพราะปีนี้คาดการณ์พีคไฟฟ้าของประเทศไว้สูงสุดที่ 35,889 เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันยังไม่ถึง ประกอบกับประเทศไทยมีกำลังการผลิตของประเทศอยู่ที่ 56,034 เมกะวัตต์ หรือมีสำรองไฟฟ้าอยู่ถึง 30% ดังนั้น ปี 2562 แม้จะเกิดพีคสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ประเทศไทยยังมีไฟฟ้าเพียงพอแน่นอน

หมดห่วงเรื่องความมั่นคงไปเปลาะหนึ่ง!!

Advertisement

แต่หากพิจารณาถึงแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าของไทยก็มีความน่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งเกิดขึ้น คือปริมาณการใช้ไฟฟ้าของไทยไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะช่วงกลางวันอีกต่อไปแล้ว เพราะตอนนี้ช่วงเวลากลางคืนก็สามารถเกิดพีคได้เช่นกัน ทั้งที่เวลาดังกล่าวประชาชนเริ่มพักผ่อน ปริมาณการใช้ไฟฟ้าน้อย เป็นสาเหตุที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมักนิยมเร่งการผลิตในช่วงกลางคืนตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันเทรนด์นี้กำลังจะเปลี่ยนไป

นั่นเพราะปัจจุบันแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าใช้เอง (ไอพีเอส) กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มประชาชน หรือภาคธุรกิจที่มีกำลังซื้อ จากข้อมูลสำนักงาน กกพ.ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีไฟฟ้าจากไอพีเอสไม่ต่ำกว่า 2,600 เมกะวัตต์

เชื้อเพลิงที่ใช้นิยมใช้ในการผลิตไฟฟ้าคือ พลังงานแสงอาทิตย์ ผ่านแผงโซลาร์ติดตั้งบนหลังคา หรือเรียกว่า โซลาร์รูฟท็อป มีมากถึง 900 เมกะวัตต์

การผลิตไฟฟ้ารูปแบบนี้เน้นการผลิตไฟฟ้าช่วงกลางวัน เพราะเมืองไทยมีแสงแดดเพียงพอ แต่ที่ผ่านมาความนิยมมีไม่มาก จากต้นทุนที่สูงประกอบกับเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานยังไม่เสถียร และยังมีประเด็นที่ว่าหากผลิตไฟเหลือใช้จะสามารถขายกลับเข้ารัฐได้หรือไม่ สายส่งมีความพร้อมในการรับซื้อไฟฟ้าหรือไม่

เหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ที่ภาครัฐพยายามหาทางออกในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็มีเสียงเรียกร้องจากหลายภาคส่วนของไทยทั้งเอกชน และประชาชนให้รัฐบาลสนับสนุนเรื่องนี้

พลังงานดังกล่าวกำลังจะถูกทำให้เป็นนิยมมากขึ้น จากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 20 ปี) ฉบับใหม่ 2018 กำหนดให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีมากถึง 10,000 เมกะวัตต์ และจำนวนนี้กันไว้สำหรับโซลาร์รูฟสำหรับประชาชนทั่วไปถึง 3,000 เมกะวัตต์ เลยทีเดียว

และในโซลาร์ประชาชน จำนวน 3,000 เมกะวัตต์นี้ รัฐบาลโดย ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังส่งมอบให้สำนักงาน กกพ.จัดทำหลักเกณฑ์รัดกุมเพื่อให้แนวทางนี้เป็นประโยชน์ ไม่ส่งผลกระทบด้านลบต่อประชาชนที่สนใจติดตั้งในภายหลัง

ล่าสุด ศิริระบุว่า กระทรวงพลังงานร่วมกับสำนักงาน กกพ.หรือเรกูเลเตอร์ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดรับสมัครประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชน วันแรกเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา และจะเปิดรับถึงสิ้นปี 2562

การรับซื้อดังกล่าวกำหนด นำร่องโซลาร์ประชาชนปีนี้ 100 เมกะวัตต์ หากความต้องการเกินจะพิจารณาอีกครั้ง หลักเกณฑ์สำคัญคือ ผู้ติดตั้งจะมีกำลังการผลิตติดตั้งครัวเรือนละไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ เป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า อัตราการรับซื้อไฟฟ้าที่ 1.68 บาทต่อหน่วย ระยะเวลารับซื้อไฟฟ้ารวม 10 ปี รวมทั้งสิ้น 1,000 เมกะวัตต์

ขณะที่ เสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธาน กกพ. กล่าวยอมรับว่า ที่ผ่านมามีประชาชนสอบถามข้อมูลเข้ามาเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เมื่อเปิดโครงการแล้ว อยากให้ประชาชนที่สนใจศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยเฉพาะผลประโยชน์ที่จะได้รับ คำนึงถึงความคุ้มค่าที่จะเกิดขึ้น อยากดูจากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของตนเองก่อน ไม่ใช่หวังการผลิตเพื่อขาย หากมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันมากอยู่แล้วก็จะคุ้มค่า และทำให้ระยะเวลาในการคุ้มทุนย่อมเร็วกว่าผู้ที่ไม่ได้อยู่บ้านช่วงกลางวัน

“วัตถุประสงค์โครงการนี้เน้นผลิตเองใช้เอง ก็เหมือนไม่ต้องซื้อไฟฟ้าสามารถประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 3.80 บาทต่อหน่วย เหลือถึงขายไฟฟ้าในอัตราไม่เกิน 1.68 บาทต่อหน่วย อายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 10 ปี ต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 35,000 บาทต่อกิโลวัตต์ ซึ่ง 10 กิโลวัตต์ ต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 400,000 แสนบาท พื้นที่ 50 ตารางวา และค่าติดมิเตอร์รวม 8,500 บาท ประกาศรายชื่อภายใน 2 สัปดาห์ และภายใน 2 เดือนสามารถขายเข้าระบบ” ประธาน กกพ.อธิบาย

เท่ากับว่า ปลายเดือนกรกฎาคมนี้บ้านที่ติดโซลาร์ประชาชนหลังแรกจะเริ่มผลิตไฟฟ้าใช้เอง และหากมีเหลือก็สามารถขายคืนให้รัฐได้

ด้าน นฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการ กกพ. ระบุเพิ่มเติมว่า กกพ.กำหนดเป้าหมายปริมาณรับซื้อรวม 100 เมกะวัตต์ แบ่งพื้นที่ดำเนินการออกเป็น กฟน. 30 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ กฟภ. 70 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ 74 จังหวัดที่อยู่นอกเหนือ

จากพื้นที่ดำเนินการของ กฟน. โครงการนี้เปิดรับประชาชนที่สนใจยื่นความจำนงเข้าร่วมโครงการถึงภายในปีนี้ แบบยื่นก่อนได้ลงทุนก่อน การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายทั้ง กฟน.และ กฟภ. จะพิจารณาและทยอยประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการพิจารณาทางเว็บไซต์ของการไฟฟ้าและแจ้งผ่านทางอีเมล์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2562 เพื่อลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต่อไป

คาดว่าหากโครงการนี้เปิดรับสมัครไประยะหนึ่งน่าจะมีประชาชนเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้าแสดงความสนใจติดตั้งรวมหลายแสนครัวเรือน ขณะที่ต้นทุนการติดตั้งดูเทียบจากขนาดบ้านส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 20-30 ตารางวา วงเงินลงทุนประมาณ 200,000 บาท ปริมาณไฟฟ้าไม่เกิน 10 กิโลวัตต์

ถือเป็นราคาที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะอนาคตต้นทุนแผงโซลาร์จะถูกลงเรื่อยๆ หากความต้องการแผงสูงขึ้น ตามกลไกตลาด

แต่ก็ต้องติดตามว่านโยบายนี้จะทำให้ประชาชนคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป หรือสุดท้ายจะสะดุดกับวังวนที่นักธุรกิจไม่กี่รายได้ประโยชน์