นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ สายบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทาง 355 กิโลเมตร(กม.) วงเงิน 66,848.33 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี คือ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561-2568 โดยวิธีประกวดราคาจ้างก่อสร้างด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์(อี-บิดดิ้ง) ซึ่งตามแผนการดำเนินงานในปี 2562 จะเป็นเรื่องของการอนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาเวนคืน และจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน จากนั้นในปี 2563 จะเป็นการประกวดราคา และลงมือก่อสร้าง โดยจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการประมาณปลายปี 2567-ต้นปี 2568
“รถไฟสายนี้เป็นสายใหม่ ได้ยินชื่อโครงการเมื่อ 50 ปีมาแล้ว และได้เริ่มศึกษาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว โดยโครงการนี้รัฐบาลจะรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ ค่าเวนคืนต่างๆ ขณะที่กระทรวงการคลังจะเป็นผู้จัดหาแหล่งเงินกู้ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เป็นผู้กู้เงิน มีพื้นที่เวนคืนประมาณ 7 พันกว่าแปลง วงเงินเวนคืนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท”นายอาคมกล่าว
นายอาคมกล่าวว่า โครงการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของโครงการภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของไทย พ.ศ.2558-2565 ในแผนงานพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง หรือการพัฒนาเส้นทางสายใหม่ ระยะที่ 3 และอยู่ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่ง ระยะเร่งด่วน พ.ศ. 2560 (แอ๊กชั่นแพลน) รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนาโครงข่ายรถไฟตามแนวระเบียบเศรษฐกิจด้านตะวันออก-ตะวันตก ตอนบน ช่วงแม่สอด-พิษณุโลก-เพชรบูรณ์-ขอนแก่น-ร้อยเอ็ด-มุกดหาหาร ช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ส่งเสริมการจ้างงานและการลงทุนภาคการเกษตรอุตสาหกรรม
นายอาคมกล่าวว่า นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมต่อโครงการรถไฟ ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางจิระ โครงการศูนย์การขนส่งสินค้าชายแดนจังหวัดนครพนม ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และจะเชื่อมต่อโครงการรถไฟ ช่วงแม่สอด-ตาก-กำแพงเพชร-นครสวรรค์-บ้านไผ่ ที่อยู่ระหว่างการศึกษาและออกแบบโครงการ ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบรางไปถึงท่าเรือย่างกุ้งและท่าเรือละแหม่งในประเทศเมียนมา ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เชื่อมต่อไปถึงท่าเรือดานังและท่าเรือไฮฟองในประเทศเวียดนาม และยังสามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศจีนได้ด้วย
นายอาคมกล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ก่อนได้มีการประชุมรัฐมนตรีคมนาคมกับทาง สปป.ลาว ทราบว่าทางลาวอยู่ระหว่างให้ทางประเทศเกาหลีศึกษาเส้นทางเพื่อเชื่อมต่อทางรถไฟมายังนครพนม โดยจะเป็นเส้นทางที่สามารถเชื่อมต่อไปยังเมืองวินห์ และฮานอย ของเวียดนาม ดังนั้นต่อไปเส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างประเทศด้วย
“เรื่องรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)อยู่ระหว่างพิจารณาตามขั้นตอน โดยคาดว่าหลังจากกระบวนการประกวดราคาแล้วเสร็จ กระบวนการอีไอเอก็คงตจะแล้วเสร็จพอดี”นายอาคมกล่าว
รายงานข่างแจ้งว่า มีการประเมินตัวเลขหลังเปิดให้บริการในปี 2567 จะมีผู้ใช้บริการประมาณ 3.8 ล้านคนต่อปี มีการขนส่งสินค้าประมาณ 7 แสนตันต่อปี สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 13%

