นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ กล่าวถึงผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศจาก World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development (ไอเอ็มดี) สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2562 ร่วมกับสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ (ทีเอ็มเอ) ว่า ไอเอ็มดี ทำการสำรวจและจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทั้งหมด 63 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ช่วงต้นปี 2562 พบว่าประเทศไทยมีอันดับความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นจากอันดับ 30 เป็นอันดับ 25
“ซึ่งเป็นอันดับที่สูงสุดในรอบ 15 ปี ส่วนการจัดอันดับเขตเศรษฐกิจที่มีอันดับสูงสุด 5 อันดับแรกคือ สิงคโปร์เลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับที่ 1 แทนที่สหรัฐฯ ซึ่งลดอันดับลงไปเป็นที่ 3 รองลงมาคือ ฮ่องกง สวิสเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตามลำดับ “นายทศพร กล่าว
นายทศพร กล่าวว่า เมื่อพิจารณาผลการจัดอันดับของไทย จากผลการจัดอันดับที่แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไทยมีผลการจัดอันดับดีขึ้นใน 3 ด้าน ได้แก่ภาวะเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐาน
ขณะที่ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจลดลง 2 อันดับ โดยในด้านเศรษฐกิจที่ได้รับการจัดอันดับดีขึ้น มาจากการลงทุนจากต่างประเทศที่มีการลงทุนเพิ่มขึ้น รวมทั้งกฎหมายด้านธุรกิจที่มีการปรับปรุงดีขึ้นก็ช่วยให้ได้รับการจัดอันดับดีขึ้น
นายทศพร กล่าวว่า ส่วนการเติบโตในด้านการลงทุนต่างประเทศ ไทยมีอันดับที่ดีขึ้นมาก เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการลงทุนจากต่างประเทศ ขณะที่การปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานเพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจ ซึ่งนับว่าเป็นผลจากการที่รัฐบาลได้มีแนวทางที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการปรับกฎระเบียบให้ทันสมัย คล่องตัว และส่งเสริมการใช้ดิจิทัลในการให้บริการให้รวดเร็วมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการแก้ปัญหาปัจจัยพื้นฐานเชิงโครงสร้างในทุกด้าน และกำลังผลักดันต่อไปให้เกิดผลอย่างต่อเนื่องและในวงที่กว้างขวางมากขึ้น
“ หากมีการพัฒนาเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ คาดว่าภายใน 5-10 ปี ไทยจะสามารถขึ้นมาเป็นที่ 2 ของอาเซียนได้ “นายทศพร กล่าว

