นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2562 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ลงนามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ฉบับที่ 52 พ.ศ. 2562 เรื่องการแจ้งราคา การกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายยารักษาโรค เวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาล ที่โรงพยาบาล 353 แห่ง ต้องปฏิบัติตาม มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ในส่วนของมาตรการดังกล่าวประกอบด้วย 3 หลักการสำคัญ คือ 1. ราคาโปร่งใส-เป็นธรรมให้โรงพยาบาลเอกชน ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่ายส่ง ต้องแจ้งราคาซื้อ-ราคาจำหน่ายยา เวชภัณฑ์ ค่าบริการฯ ตามรายการที่อยู่ในบัญชีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ และในอนาคตจะขยายผลให้ครอบคลุมรายการยาตามรหัสบัญชีข้อมูลยาและรหัสยามาตรฐานไทย (ทีเอ็มที) กว่า 3,892 รายการ กรณีที่โรงพยาบาลจะมีการเปลี่ยนแปลงราคายาต้องแจ้งให้กรมการค้าภายในทราบก่อนปรับราคา ทั้งนี้ หากไม่แจ้งราคาซื้อ-ราคาจำหน่ายตามที่ประกาศกำหนดจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี /ปรับ ไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะแจ้ง
นายวิชัย กล่าวว่า 2. ผู้บริโภคต้องมีทางเลือก อาทิ ให้โรงพยาบาลเอกชนแสดงคิวอาร์โค้ด ข้อมูลเปรียบเทียบราคาจำหน่ายยาที่กรมการค้าภายในจัดทำไว้อย่างเปิดเผยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้โดยสะดวก โดยให้เวลาในการจัดทำภายใน 45 วัน หลังจากมีการประกาศบังคับใช้มาตรการดังกล่าว และโรงพยาบาลเอกชนต้องประเมินค่ารักษาเบื้องต้น รวมถึงต้องแจ้งราคายา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ให้ผู้ป่วยทราบ ก่อนจำหน่ายหรือให้บริการ ทั้งนี้ ใบสั่งยาอย่างน้อย ต้องประกอบด้วยชื่อสามัญทางยา ชื่อทางการค้า รูปแบบยา ขนาดหรือปริมาณ จำนวน วิธีใช้ ระยะเวลาในการใช้ ส่วนใบแจ้งราคายาต้องประกอบด้วยชื่อยาตามใบสั่งยาและราคาต่อหน่วย หากไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี /ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และ 3. การรักษาที่สมเหตุสมผล ให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการในส่วนกลางและส่วนจังหวัดเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย กรณีมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการให้บริการรักษาพยาบาลที่เกินความจำเป็น หรือการคิดค่าบริการรักษาพยาบาลสูงเกินสมควร โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งหากเห็นว่ามีการคิดราคาสูงเกินสมควรจริงจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี /ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายวิชัย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าเอกชนมีต้นทุนยาที่แตกต่างกัน อาทิ ยา S_DOPROCT หรือยาเหน็บรักษาริดสีดวงทวาร มีราคาขายตั้งแต่ราคา 17-303 บาท/เม็ด ซึ่งมีค่าเฉลี่ยมัธยฐานอยู่ที่ 148 บาท/เม็ด, ORFARIN หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ซึ่งอาจทำให้เกิดการอุดตันเส้นเลือดตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย อาทิ สมอง และปอด เป็นต้น มีราคาขาย 2-36 บาท/เม็ด และมีค่าเฉลี่ยมัธยฐานอยู่ที่ 13.75 บาท/เม็ด และAmphotericin-b หรือยาต้านเชื้อราซึ่งใช้รักษาการติดเชื้อราที่รุนแรง อาทิ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และเยื่อบุหัวใจอักเสบ เป็นต้น มีราคาขายตั้งแต่ 452-2,200 บาท/เม็ด และมีค่าเฉลี่ยมัธยฐานอยู่ที่ 937 บาท/เม็ด
นอกจากนี้ ทางกรมฯ ได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณะสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำบัญชีรายละเอียดเกี่ยวกับค่าบริการ ค่ารักษาพยาบาลและเวชภัณฑ์ ของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง เพื่อให้มีข้อมูลที่สามารถใช้ได้ในระดับสากล ซึ่งต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล
“จากการตรวจสอบพบว่า ยังมีโรงพยาบาลที่คิดราคาค่ายารักษาโรคต่ำกว่า 30-40% ซึ่งจากการตรวจสอบโรงพยาบาล 353 แห่ง โดยพบโรงพยาบาล 52 แห่ง ที่ยังไม่ได้มาตรฐานในเรื่องของราคายา แต่ได้มีการตักเตือนและมีการปรับปรุงแล้ว ผลโดยรวมเป็นที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม หากได้รับแจ้งทั้งในเรื่องของการแจ้งราคาลงในสั่งยา ทางคณะกรรมการฯ จะทำการโรงพยาบาลที่ถูกร้องเรียน มาชี้แจงถึงเรื่องราคา และคณะกรรมการฯกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีการพิจารณาในเรื่องความเหมาะสมของราคายาต่อไป”

