นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การจัดทำงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ที่จะล่าช้าจากกำหนดการ 3 เดือน จากเดิมวันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นวันที่ 1 มกราคม 2563 นั้น อาจกระทบกับเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีบ้าง แต่จะมากหรือน้อยขนาดไหน ต้องรอดูช่วงสิ้นปี 2562 แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายอื่นๆ และยังสามารถจ่ายเงินเดือนข้าราชการได้ตามปกติ เนื่องจากตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2560 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐปี 2561 และพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ ปี 2561 ระบุว่า ถ้างบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณไม่สามารถมีผลบังคับใช้ได้ทัน ให้สามารถใช้งบประมาณรายจ่ายปีก่อนหน้าได้ ซึ่งในกรณีนี้คือ คลังสามารถใช้งบประมาณปี 2562 ไปก่อนได้
“ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณจะต้องมีการออกหลักเกณฑ์และเงื่อนไข เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเงินตามโครงการต่างๆ ได้ต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาการออกหลักเกณฑ์งบรายจ่ายประจำปี จะสามารถให้เบิกจ่ายงบประมาณได้ 3 ส่วนคือ งบรายจ่ายประจำปี งบรายจ่ายลงทุนปีก่อนหน้าที่มีการก่อหนี้ผูกพัน และโครงการที่มีการก่อหนี้ผูกพันจากปีก่อนหน้า ซึ่งในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ งบรายจ่ายประจำปีจะถูกเบิกจ่ายประมาณ 90% ที่เหลือเป็นงบลงทุนที่ผูกพันมาก่อนหน้า ส่วนการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐวิสาหกิจก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร” นายพรชัยกล่าว
นายพรชัย กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือนเมษายน 2562 ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยสาเหตุมาจากการใช้จ่ายภายในประเทศผ่านการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขยายตัว 1.6% ต่อปี การนำเข้าสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค 6.4% ต่อปี และยอดจำหน่ายรถยนต์นั่ง ขยายตัวเพิ่มขึ้น 16.9% ต่อปี ประกอบกับการกลับมาขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยในเดือนเมษายน 2562 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทย มีจำนวน 3.2 ล้านคน บวกเพิ่มขึ้น 3.3% ต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตจากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย ญี่ปุ่น และมาเลเซีย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวอินเดียขยายตัว 35.1 % ซึ่งถือว่าโตสูงสุดในรอบ 6 ปี ส่วนนักท่องเที่ยวชาวจีนหดตัวที่ 8.9% ต่อปี ซึ่งนับเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ต่อเนื่อง แต่ยังมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งหมด 164,112 ล้านบาท
นายพรชัย กล่าวว่า ภาพรวมไตรมาส 2 ปีนี้คาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) น่าจะขยายตัวได้มากกว่าไตรมาส 1 เนื่องจากนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น ภาคการลงทุนที่ยังขยายตัวได้ดีโดยในปีนี้ภาพรวมการลงทุนจะขยายตัว 4.3 % ภาคเอกชนจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.1% ต่อปี เนื่องจากเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นหลังไทยมีการเลือกตั้ง และกำลังจะมีรัฐบาลใหม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม มองว่าการส่งออกครึ่งปีหลังน่าจะดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก โดยในเดือนกรกฎาคมนี้ อาจจะมีการทบทวนตัวเลขจีดีพีใหม่อีกครั้งว่าจะมีการปรับขึ้นหรือลดลงหรือไม่ จากปัจจุบันสศค.คาดการณ์จีดีพีทั้งปีที่ 3.8% โดยสศค.ยังคงติดตามตัวเลขส่งออกอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจไทย
นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กล่าวว่า การส่งออกสินค้ายังคงหดตัวอยู่เล็กน้อย โดยการส่งออกไทยในครึ่งแรกของปี 2562 คาดว่ามีแนวโน้มติดลบ ซึ่งตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายนที่ผ่านมา ติดลบแล้ว 1.9% แต่ประเมินว่าการส่งออกครึ่งหลังของปีนี้น่าจะฟื้นตัวดีขึ้น เพราะฐานการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 ชะลอตัว จึงน่าจะทำให้การส่งออกครึ่งหลังของปีนี้ฟื้นตัวได้ แต่อาจจะไม่ได้ขยายตัวได้อย่างเต็มที่มากนัก ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับมั่นคง
“การส่งออกที่ขยายตัวได้ไม่ดีมากนัก มองว่ามาจากหลายปัจจัย นอกเหนือจากค่าเงินบาท อาทิ เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) หากดูข้อมูลการส่งออกของประเทศอื่นจะเห็นว่าติดลบทั้งภูมิภาค หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ไทยถือว่ายังติดลบน้อยที่ 1.9% ใน 4 เดือนที่ผ่านมา อินโดนีเซีย -9.5% เกาหลี -6.9% ญี่ปุ่น -5.8% มาเลเซีย -4.8% ไต้หวัน -4% ฟิลิปปินส์ -3.1% ฮ่องกง -3.6%”

