วันที่ 30 พฤษภาคม ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือสภาพัฒน์) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจเยี่ยมพร้อมประชุมหารือเรื่อง แนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป
นายสมคิด เปิดเผยว่า ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จากไอเอ็มดีที่ไทยมีอันดับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 25 จาก 30 เป็นอันดับที่สูงสุดในรอบ 15 ปี นั้น สะท้อนผลการทำงานหนักในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยที่ผ่านมาไทยได้แก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ซึ่งสหภาพยุโรปได้ปลดสถานะใบเหลืองของภาคประมงไทย รวมทั้ง องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ได้ปลดธงแดงออกจากแผนที่ประเทศไทยหลังจากที่มีการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยการบิน และล่าสุดการขอส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ขึ้นไปถึง 60% เทียบเท่าระดับสากล โดยเพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไปให้พัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้น ต้องให้ความสำคัญกับทั้ง 4 ด้านหลัก ได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ที่ปีนี้อยู่อันดับ 8 การขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอยู่อันดับ 27 ประสิทธิภาพของภาครัฐ อยู่อันดับ 20 และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ที่อันดับ 45

นายสมคิด กล่าวว่า สำหรับสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ปีนี้แรงกดดันอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ(จีดีพี) มาจากการส่งออก ซึ่งการส่งออกที่ชะลอตัวลง เพราะมีแต่สินค้าเดิมๆ ไม่กี่ชนิด ดังนั้น สศช. ต้องเร่งผลักดันเชิงรุกให้เกิดการลงทุนและพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยทั้งการลงทุนเอกชนและไม่นั่งรอผลดีจากการย้ายฐานการลงทุนจากผลของสงครามการค้า ขณะที่การลงทุนภาครัฐเมื่อมีโอกาสต้องกล้าที่จะลงทุน เพราะไม่ลงทุนเท่ากับเสียโอกาสและทำให้ขีดความสามรถในการแข่งขันไทยลดลง ปัจจุบันหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยอยู่ในระดับต่ำ 40% มีความสามารถที่จะไปได้ถึง 60% ไม่ต้องกลัวถูกด่า ซึ่งประเทศอื่นแม้ว่าจะสูงก็ไม่มีปัญหา เช่น ญี่ปุ่นอยู่ที่ 200% สหรัฐกว่า 100% ด้านการขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ยุคดิจิทัลธุรกิจต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่พัฒนาธุรกิจ เช่น ปัญหาประดิษฐ์(เอไอ) หุ่นยนต์อัตโนมัติ(โรโบติก) อยากให้ สศช. มีการหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดสัมมนาและดึงผู้ประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) เข้ามาร่วมเพื่อให้สร้างการปรับตัวได้จริง
“ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ สถาบันหลักของรัฐต้องแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นสศช. กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งในด้านประสิทธิภาพการทำงานและความโปร่งใส มีธรรมภิบาล ทั้งนี้ สศช.ต้องเสียงดัง อะไรที่เบี้ยวบูดต้องไม่ยอมให้ปล่อยผ่าน พูดแล้วรัฐบาลต้องฟังเพราะถ้าเสียงไม่ดังเรื่องใดไม่มีทางจะเป็นไปได้ รัฐบาลสมัยป๋าเปรม (พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์) เป็นนายกรัฐมนตรี สศช. แข็งแรงมาก เลขาสภาพัฒน์สมัยนั้น อ.เสนาะ (อูนากูล) ไปไหนอยู่ขวามือนายกฯ ตลอด ส่วนด้านกฎหมาย ไม่แน่ใจว่ารัฐสภาแบบนี้การออกกฎหมายอาจจะผ่านได้ยาก เพราะการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องของผลประโยชน์ อย่างไรก็ตามปีนี้ ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ อยู่ที่ 20 ก็น่าพอใจแล้วจากปีก่อนที่ต่ำกว่านี้ และคาดว่าจะดีกว่านี้ได้”
นายสมคิด กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ควรมีการเร่งพัฒนาและลงทุน 5จี ไม่ให้ตกขบวน เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซี รวมทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้(เอสอีซี) แต่ต้องไม่ลืมเรื่องสำคัญ คือการค้าชายแดนที่จะต้องมีการผลักดันให้เกิดขึ้นด้วย นอกจากนี้ จะต้องมีการยกระดับพัฒนาคนจนและมีรายได้น้อยให้สามารถสร้างรายได้เอง และพัฒนาคนให้มีทักษะ เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกเรื่อง

