หน้าแรก เศรษฐกิจ เกาะติด..อีเพ...

เกาะติด..อีเพย์เมนต์ ใช้จ่าย..ระบบใหม่

28.05.16 | 15:31 น.
อีเพย์เมนต์

รู้หรือไม่ว่าแต่ละปีประเทศไทยมีต้นทุนการบริหารจัดการเงินสดรวมๆ กันแล้วสูงถึง 75,000 ล้านบาท โดยต้นทุนเหล่านั้นเกิดขึ้นนับตั้งแต่การพิมพ์ธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) การจัดเก็บรักษาและการทำลายพันธบัตรที่เสื่อมสภาพ ธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) เองก็ต้องมีการบริหารจัดการเงินสดที่ได้ ทั้งการเก็บรักษา ระบบรักษาความปลอดภัย การจ้างแรงงานและรถขนเงินเพื่อนำเงินสดไปบรรจุในตู้เอทีเอ็ม ซึ่งหลายต่อหลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์ดักปล้นรถขนเงินขึ้นจนทำให้เกิดความเสียหาย

ในส่วนของร้านค้าและประชาชนที่มีการถือเงินสดจำนวนมากก็มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดอาชญากรรมขึ้นได้เช่นกัน น่าจะดีกว่าหากสามารถลดการใช้และลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสดลงได้ เพราะจะทำให้มีเงินเหลือสามารถนำไปพัฒนาประเทศด้านอื่นได้อีกมาก และยังไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาอาชญากรรมด้วย ซึ่งวันหนึ่งประเทศไทยอาจจะเป็นประเทศที่ไม่มีการใช้เงินสด เหมือนอย่างสวีเดนที่ได้ยกเลิกการใช้เงินสดไปแล้ว และมีการทำธุรกรรมการเงินและจับจ่ายใช้สอยผ่านระบบดิจิตอลทั้งหมดนั่นเอง ทั้งผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ บนสมาร์ทโฟน

ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล รัฐบาลชุดนี้ได้มีความพยายามที่จะผลักดันและสนับสนุนให้ประชาชนมีการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้คลอดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างระบบชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan)

หรือเรียกง่ายๆ ว่า อีเพย์เมนต์ ออกมา

เจ้าภาพที่ดูแลโดยรวม คือ กระทรวงการคลัง ซึ่งโครงการนี้มีความคืบหน้าออกมาอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

สำหรับรายละเอียดอีเพย์เมนต์ของรัฐบาล ประกอบด้วยโครงการแรก คือ โครงการระบบชำระเงินแบบ Any ID หรือนานานาม

ต่อไปการโอนเงินและการรับชำระเงินสามารถทำได้โดยง่าย โดยใช้เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือหมายเลขกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ นอกเหนือจากการใช้เลขที่บัญชีธนาคารอย่างเดียวเหมือนในปัจจุบัน โดยโครงการนี้ ธพ.และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐจะเริ่มเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคมนี้ โดยประชาชนจะต้องผูกเลขบัตรประชาชนเข้ากับบัญชีธนาคารที่ใช้เป็นบัญชีหลัก 1 ธนาคาร โดย 1 เลขบัตรประชาชนสามารถผูกได้กับ 1 ธนาคารเท่านั้น แต่สามารถมีการปรับเปลี่ยนได้ เช่นเดียวกับหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถผูกได้กับ 1 บัญชีเช่นกัน โดยจะเป็นการผูกซ้ำกับบัญชีที่ผูกกับหมายเลขบัตรประชาชนก็ได้ หรือจะผูกแยกบัญชีกันก็ได้ หากมีการใช้บริการหลายธนาคาร

ข้อดีที่จะได้รับคือ ไม่จำเป็นต้องบอกหมายเลขบัญชี แต่หากผู้ที่จะโอนเงินรู้หมายเลขโทรศัพท์ของเราก็สามารถโอนเงินมาให้ได้ โดยเงินจะเข้าบัญชีที่มีการผูกหมายเลขโทรศัพท์เอาไว้ หรือจะบอกหมายเลขบัตรประชาชนเพื่อให้โอนเงินมาก็ได้เช่นกัน

คาดว่าจะเริ่มใช้บริการได้ภายในไตรมาสที่ 4/2559 นี้ และต่อไปค่าบริการการชำระเงินแบบอีเพย์เมนต์จะต้องถูกลง

เรื่องนี้ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง บอกว่า เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินโครงการ ซึ่งทางกระทรวงการคลังจะมีการหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยต่อไปเพื่อหาทางให้ค่าธรรมเนียมถูกลง หลังจากที่ต้นทุนการใช้เงินสดลดลงไป

สอง โครงการขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่จะช่วยลดการใช้เงินสด ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการการเงินและอีเพย์เมนต์ได้ ซึ่งจะมีการกระจายเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อีดีซี) ให้มากขึ้นด้วย

โครงการนี้สอดคล้องไปกับนโยบายของ ธปท.ที่ให้มีการเปลี่ยนจากบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตแบบแถบแม่เหล็ก ไปเป็นแบบชิป หรือชิปการ์ด ซึ่งจะทำให้การใช้บัตรมีความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันบัตรที่ ธพ.ออกให้กับผู้ถือบัตรจะเป็นบัตรเดบิต คือสามารถกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม และสามารถใช้รูดซื้อสินค้าได้ โดยการรูดซื้อสินค้าจะต้องใช้บัตรเดบิตและมีการกดพิน 6 หลัก เพื่อเป็นการยืนยันตัวตน ซึ่งเป็นระบบที่มีความปลอดภัย ป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพที่ขโมยบัตรแล้วนำไปรูดซื้อสินค้าได้ แต่หากไม่อยากใช้รูดซื้อสินค้า สามารถให้ธนาคารผู้ออกบัตรกำหนดวงเงินเป็นศูนย์บาท หรือสามารถกำหนดวงเงินการใช้จ่ายได้ตามต้องการ

อย่างไรก็ตาม การใช้บัตรเดบิตรูดซื้อสินค้ามีความสะดวก ไม่ต้องรอเงินถอน ซึ่งบางครั้งอาจจะได้เหรียญเป็นจำนวนมาก และยังสามารถรูดซื้อสินค้าในราคาตั้งแต่ 20 บาทได้ เพราะต่อไปรัฐบาลมีแผนที่จะขยายจุดรับชำระและเครื่องอีดีซีมากขึ้น ต่อไปไม่ว่าร้านข้าวแกง ร้านโชห่วย ก็สามารถรับบัตรได้ โดยการขยายจุดรับชำระและเครื่องอีดีซีจะมีการดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป คาดว่าจะมีการติดตั้งหลายแสนเครื่อง ซึ่งจะทำให้การชำระเงินมีความสะดวกมากขึ้น ประชาชนและร้านค้าได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินหาตู้เอทีเอ็มเพื่อกดเงินมาจ่ายร้านค้า ไม่ต้องรอเงินทอน ในส่วนร้านค้า ไม่ต้องเตรียมเงินทอน ไม่ต้องเก็บเงินสดในร้านจำนวนมาก ไม่ต้องเสียเวลานำเงินไปฝากธนาคาร เป็นต้น

สาม โครงการระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การบูรณาการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนของระบบ ผ่านการพัฒนา ระบบนำส่งข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม และระบบนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลภาษีที่ครบถ้วนมากขึ้น ทำให้การหลบเลี่ยงภาษีทำได้ยาก

คาดว่าจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 จากผู้ประกอบการรายใหญ่ รายกลาง ไปจนถึงกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

คาดว่าจะครบทั้งระบบในปี 2561

สี่ คือ โครงการอีเพย์เมนต์ภาครัฐ ต่อไปการรับจ่ายเงินของหน่วยงานรัฐต้องเป็นอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด คาดว่าจะสามารถดำเนินการภายในสิ้นปี 2559 นี้ และจะมีการจะเชื่อมโยงกับระบบสวัสดิการภาครัฐที่จะให้กับประชาชนด้วยการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้รัฐรู้ว่าควรจะให้สวัสดิการแก่ใครบ้าง ใช้เงินเท่าไหร่ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตรงจุด เป็นการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยประหยัดงบประมาณ

และสุดท้าย คือ โครงการให้ความรู้และส่งเสริมการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์แก่ประชาชนซึ่งจะเป็นการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เดินหน้าได้

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนและร้านค้าหันมาใช้การชำระเงินแบบอีเพย์เมนต์มากขึ้น คาดว่ากระทรวงการคลังจะมีการจัดกิจกรรมดึงดูดหลากหลายรูปแบบออกมา อาจจะมีการชิงรางวัล แต่ต้องติดตามว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง และจะกระตุ้นได้มากน้อยแค่ไหน

ภาพฝันที่รัฐวาดหวังจะก่อร่าง จะชัดเจนภายในอีกราวเดือนเศษที่จะถึงนี้ เริ่มนับถอยหลังรอผลงานได้เลย…