นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ(คต.)กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ล่าสุดสหรัฐอเมริกาได้ประกาศถอดถอนตุรกีออกจากบัญชีประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไปของสหรัฐอเมริกา (GSP สหรัฐฯ) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 จึงถือเป็นโอกาสของสินค้าไทยที่จะใช้ความได้เปรียบจากแต้มต่อทางภาษีศุลกากรเข้าไปชิงส่วนแบ่งตลาดจากตุรกี ในตลาดสหรัฐฯ
นายอดุลย์ กล่าวว่า โครงการ GSP สหรัฐฯ ให้ยกเว้นภาษีนำเข้าแก่สินค้ากว่า 3,400 รายการ ที่ส่งออกและมีถิ่นกำเนิดสินค้าในประเทศซึ่งอยู่ในบัญชีประเทศผู้รับสิทธิ โดยสินค้าที่เข้าข่ายว่ามีถิ่นกำเนิดไทยและสามารถขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ได้นั้น ต้องเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นหรือได้มาทั้งหมดในประเทศไทย(WO) หรือ มีสัดส่วนวัตถุดิบภายในไทยไม่น้อยกว่า 35% ไทยมีการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้โครงการ GSP สหรัฐฯ ในสินค้าประมาณ 1,200 รายการ โดยในปี 2561มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์อยู่ที่ 4,248.59 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 13% ของมูลค่าการค้าไปสหรัฐฯ และมีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์อยู่ที่ 67.51% สำหรับรายการสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์สูงสุดได้แก่ ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ ถุงมือยาง อาหารปรุงแต่ง เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮล์(น้ำผลไม้) เลนส์แว่นตา ส่วนประกอบยานยนต์
นายอดุลย์ กล่าวว่า แนะว่าการที่สหรัฐฯ ตัดสิทธิ GSP ตุรกี ย่อมส่งผลให้สินค้าที่ส่งออกจากประเทศดังกล่าวต้องเสียภาษีนำเข้าอัตราปกติ ขณะที่ไทยยังคงได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า ที่ผ่านมาตุรกีเป็นประเทศที่มีการใช้สิทธิประโยชย์เป็นอันดับ 5 มีสัดส่วนการใช้สิทธิอยู่ที่ประมาณ 8% ดังนั้น ไทยจึงควรใช้ความได้เปรียบด้านภาษีเป็นแต้มต่อในการเพิ่มหรือเบียดแย่งส่วนแบ่งตลาดจากตุรกี ในกลุ่มสินค้ายานยนต์และส่วนประกอบยานยนต์ และโพลีอะซีทัล

