นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงความคืบหน้ากระทรวงพาณิชย์ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ(กกร.)เรื่องการแจ้งราคา การกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายยารักษาโรค เวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล และอื่นๆ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคมนั้น ทางปฎิบัติแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกโรงพยาบาลต้องแจ้งฐานข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดตามประกาศของกฎหมายภายใน 45 วัน ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูล ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม และหากมีราคาหรือเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้ส่งไว้ในแต่ละเดือน ต้องแจ้งข้อมูลให้กรมฯทราบภายใน 15 วัน โดยเมื่อกรมฯได้ข้อมูลยาจากโรงพยาบาลเอกชนทั้ง 353 แห่งแล้ว จะนำขึ้นเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และมีทางเลือกก่อนเข้ารับการรักษา เริ่มที่ยาฉุกเฉิน 3 พันกว่ารายการก่อน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้กลางเดือนกรกฎาคม 2562 นอกจากนี้กำลังร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำโค้ดกลางราคาเวชภัณฑ์และค่าบริการ เพื่อให้ใช้เป็นฐานกลางในการเทียบเปรียบเหมือนกับยารักษาโรค ซึ่งส่วนนี้อาจใช้เวลาเป็นปี
นายประโยชน์ กล่าวว่า อีกส่วนคือผู้ป่วยหรือประชาชนยังสามารถร้องเรียนเข้ามายังกรมฯเมื่อเห็นว่าถูกเรียกเก็บอย่างไม่เป็นธรรม แม้จะยังไม่มีฐานราคายา แต่ก็สามารถเรียกโรงพยาบาลหรือรายการยาที่ผู้ป่วยร้องขอให้ตรวจสอบได้ ก็จะนำไปเทียบกับฐานราคายาและเรียกโรงพยาบาลแต่รายนั้นมาชี้แจง ซึ่งขณะนี้มี 2-3 รายที่ร้องมายังกรมฯ รายหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ ก็กำลังตรวจสอบข้อมูล
“กรมฯกำลังมีแนวคิดจะจัดกลุ่มโรงพยาบาลที่มีการคิดค่ายาและค่าบริการ ในระดับที่สมเหตุสมผลมากที่สุด อาจจะเรียกว่ากลุ่มโรงพยาบาลธงฟ้า เพื่อให้เป็นทางเลือกประชาชนในการเข้าไปรักษา ซึ่งจากการตรวจสอบต้องยอมรับว่าโรงพยบาลเอกชนหลายแห่งยังเก็บราคายาและค่าบริการที่แตกต่างกันมาก เบื้องต้นเทียบในยาชนิดเดียวกัน อาจสูงเป็น100%-1,000% ซึ่งเรื่องนี้จะไปบังคับต้องคิดเท่ากันไม่ได้ เพราะหลายแห่งแจ้งว่าซื้อในราคาต้นทุนที่แตกต่างกัน ซึ่งก็จะใช้การจัดกลุ่มโรงพยาบาลที่คิดค่ายาหรือค่าบริการที่สมเหตุสมผลมากที่สุด ที่จะใช้ประชาชนได้คัดกรองก่อน ” นายประโยชน์ กล่าว

