นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฯมีการพัฒนาจัดทำแผนที่ความต้องการน้ำในแต่ละพื้นที่ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.แสดงพื้นที่ต้องการน้ำหรือพื้นที่ที่มีฝนตกแต่ยังมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ ซึ่งมีความจำเป็นที่กรมฯจะต้องปฏิบัติการช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนที่ 2.แสดงพื้นที่ที่ไม่ต้องการน้ำหรือพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมากอยู่แล้ว โดยมีการกำหนดสีที่แสดงลักษณะของแต่ละพื้นที่ ได้แก่ สีแดงคือพื้นที่การเกษตรที่ต้องการน้ำ มีการร้องขอฝน และพื้นที่ประกาศภัยแล้ง สีฟ้าคือพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำเพียงพอ เป็นพื้นที่ที่กรมฯ ควรหลีกเลี่ยงการปฏิบัติการ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ จะนำมาใช้วางแผนเพื่อปฏิบัติการฝนหลวงให้ตรงตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลกระทบกับพื้นที่ที่ไม่ต้องการน้ำ
นายสุรสีห์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 8 หน่วย ได้แก่ ขอนแก่น นครราชสีมา ลพบุรี กาญจนบุรี จันทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี และสงขลา ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง เพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ป่าไม้ และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในพื้นที่ลุ่มรับน้ำ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่บางส่วน อาทิ เลย หนองบัวลำภู และนครราชสีมา เป็นต้น และเพิ่มปริมาณน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ อ่างเก็บน้ำห้วยเทียน รวมถึงเพิ่มความชุ่มชื้นบริเวณพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง
นายสุรสีห์ กล่าวว่า ส่วนพื้นที่ประสบภัยแล้ง ยังคงมี 8 จังหวัด รวม 18 อำเภอ 65 ตำบล 470 หมู่บ้าน ส่วนสถานการณ์น้ำใช้การในเขื่อน อ่างเก็บน้ำ ยังมีเขื่อน อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ประกอบด้วย เขื่อน/อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 19 แห่ง และเขื่อน/อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 199 แห่ง ซึ่งกรมฯ เฝ้าระวังติดตามและขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัด
นายสุรสีห์ กล่าวว่า ส่วนในพื้นที่ภาคตะวันออก ผลการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์สัตหีบ จ.ชลบุรี พบว่ามีความชื้นที่ระดับเกิดเมฆ 79% ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 65% และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -2.2 โดยขณะนี้หน่วยปฏิบัติการฯ จ.จันทบุรี กำลังอยู่ระหว่างการย้ายหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงไปประจำที่จ.สระแก้ว คาดว่าในช่วงบ่ายวันที่ 1 มิถุนายนพร้อมขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ที่มีการร้องขอฝนและขาดแคลนน้ำต่อไป

