เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่โรงแรมริชมอนด์สไตล์ลิชคอนเวนชั่นโฮเทล หอการค้าไทยจัดประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาค ประจำปี 2562 โดยมีสมาชิกหอการค้าจากต่างจังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมกว่า 540 คน โดยนายกลินท์ สารสิน ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้า 5 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ได้ประชุมรวมกันและจะรวบรวมข้อเสนอของสมาชิกหอการค้าไทยทั้ง 5 ภาค ทั้งด้านเศรษฐกิจ อาทิ การขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน การค้าชายแดน รวมทั้งแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำ เป็นต้น โดยหอการค้าไทยจะนำข้อเสนอของสมาชิกหอการค้าไทยทั้ง 5 ภาคที่รวบรวมแล้ว เข้าที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ที่ประกอบด้วย หอการค้าไทยฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย เห็นชอบในการประชุม กกร.เดือนมิถุนายนนี้ และจะมีการรวบแล้วข้อเสนอจากทาง ส.อ.ท. และสมาคมธนาคารไทยเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จใน 1-2 สัปดาห์ เป็นมติในสมุดปกขาวของ กกร. เสนอต่อรัฐบาลใหม่
นายกลินท์ กล่าวว่า อยากให้ประเทศไทยมีการเปลี่ยนผ่านและจัดตั้งรัฐบาลด้วยความเรียบร้อย สำหรับทีมเศรษฐกิจที่เอกชนอยากจะเห็น อยากให้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง ทั้งโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รถไฟรางคู่ทั่งประเทศ เป็นต้น มีการผลักดันการค้าชายแดน เดินหน้าเจรจาเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรป(อียู) ความชัดเจนจากเข้าร่วมหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก(ซีพีทีพีพี) ทั้งนี้ ด้านกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆในการทำธุรกิจอยากให้มีการปรับปรุงอำนวยความสะดวกต่อธุรกิจต่อเนื่องจากที่รัฐบาลก่อนได้ทำไปแล้วต่อเนื่อง
นายกลินท์ กล่าวว่า ด้านผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐและจีน นั้น เบื้องต้นคาดว่าไทยน่าจะได้รับผลประโยชน์ จะเห็นได้จากตัวเลขขอส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา มีนักลงทุนจากจีนขอบีโอไอมามากขึ้น ส่วนหนี่งเพื่อขยายตลาดในอาเซียนและผลจากสงครามการค้าทำให้ต้องย้ายฐานการผลิต เช่นเดียวกับนักลงทุนสหรัฐที่เห็นทิศทางเดียวกัน รวมทั้ง ขณะนี้มีความต้องการซื้อสินค้าจากทั้งสองประเทศเข้ามาในตลาดไทยโดยตรงมากขึ้น เช่น สหรัฐเริ่มเข้ามาซื้อสินค้าไทย เพราะสินค้าจีนแพงขึ้นจากปรับขึ้นภาษีนำเข้า 25%ส่งผลดีต่อ สินค้าผลไม้กระป๋อง ซึ่งหากไทยสามารถเจรจาเอฟทีเอกับยุโรปได้สำเร็จ รวมทั้ง ซีพีทีพีพี จะเป็นผลดีต่อไทยเทียบคู่แข่ง เพราะปัจจุบันแม้ว่าจะมีการย้านฐานการลงทุนแต่ในอาเซียน เวียดนามถือเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยที่ได้รับความสนใจเช่นกัน

