ผู้ประกอบการทัวร์ สะท้อน ม.17 กฎเหล็ก เที่ยวทะเล

29.05.16 | 10:01 น.

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดมาตรการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ ดังนี้ ผู้ฝ่าฝืนทำการประมงปะการัง หรือหินปะการังทุกชนิด ทุกขนาดไม่ว่าวิธีใดๆ ในทะเล หรืออ่าวในท้องที่จังหวัดชายทะเลทุกจังหวัด มีความผิดต้องโทษปรับตั้งแต่ 5,000-10,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ผู้ฝ่าฝืนส่งปะการัง ซากส่วนหนึ่งส่วนใด ผลิตภัณฑ์จากปะการังและปลาสวยงามออกนอกประเทศ มีความผิดต้องโทษปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้า จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และริบของกลางรวมทั้งสิ่งที่บรรจุและพาหนะใดๆ ที่ใช้ในการบรรทุกสินค้าซึ่งเกี่ยวเนื่องด้วยความผิด

ผู้ฝ่าฝืนมีหินปะการัง กัลปังหา เต่าทะเล กระและ ผลิตภัณฑ์ไว้ในครอบครองเพื่อการค้า มีความผิดต้องโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

แต่เท่าที่จำได้ มีน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลยที่มาตรการเหล่านี้จะถูกนำมาใช้

กระทั่ง “น.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ” อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้ลงนามในคำสั่ง จัดการ “พื้นที่วิกฤต” ทางทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยการประกาศใช้มาตรา 17 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 สำหรับดูแลพื้นที่ทางทะเล ที่อยู่นอกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2559

มาตรา 17 มีไว้เพื่อใช้ในกรณีที่ทรัพยากรเสียหายอย่างร้ายแรง โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ ทช.เพื่อจับกุมผู้กระทำผิดส่งฟ้องศาล โดยมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

Advertisement

นับตั้งแต่มี พ.ร.บ.ฉบับนี้ มาตรา 17 ยังไม่เคยถูกนำมาใช้เลย แต่จากที่ประชุมกรรมการแก้ไขปัญหาเกาะไข่ ซึ่งถือว่าเกิดวิกฤตอย่างรุนแรงจากการท่องเที่ยว ทช.ได้ตัดสินใจที่จะนำมาตรา 17 มาใช้เป็นครั้งแรก

เกาะไข่ จ.พังงา ประกอบด้วย เกาะไข่นอก เกาะไข่นุ้ย และเกาะไข่ใน มีพื้นที่แนวปะการัง 250 ไร่ นับว่าไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับอีกหลายเกาะ แต่กลับเป็นเกาะที่มีนักท่องเที่ยวไปเป็นจำนวนมาก ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวนั้น ที่เกาะไข่ มีเรือเร็ว 60 ลำเป็นอย่างน้อย เพราะอยู่ใกล้ จ.ภูเก็ต อีกทั้งยังไม่อยู่ในเขตอุทยาน จึงไม่จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าอุทยาน ทช.รายงานว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2550-2557 มีปะการังตาย ร้อยละ 80-90 ทั้งผลจากปะการังฟอกขาวในปี 2553 และปะการังไม่อาจฟื้นตัวได้เพราะมีการท่องเที่ยวหนาแน่น ทั้งที่ปกติแล้วปะการังควรฟื้นตัวใน 5-10 ปี

ทช.ลงตรวจสอบในพื้นที่ พบเห็นการกระทำผิดเป็นประจำ รวมถึงครั้งล่าสุด ในวันที่ 15 พฤษภาคม พบผู้ทำผิดทั้งทิ้งสมอ ให้อาหารปลา จับปลา เก็บปะการัง แต่ได้แค่ตักเตือน หรือจับกุมได้ยาก เพราะไม่มีกฎหมายที่สามารถบังคับใช้ได้อย่างชัดเจน เมื่อนำ “ความเสียหายร้ายแรง” ของแนวปะการังที่เกิดขึ้น มาพิจารณาร่วมกับ “การทำงานที่ติดขัดเรื่องกฎหมายของเจ้าหน้าที่” ทำให้ที่ประชุมลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า จำเป็นต้องใช้มาตรา 17 เป็นครั้งแรก เพื่อยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อไป

เกาะไข่เป็นแหล่งท่องเที่ยวดั้งเดิม ไม่ใช่ “เขตสงวนในอุทยานแห่งชาติ” จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับกรณี “เกาะตาชัย” ฉะนั้น จึงยังไม่ปิดเกาะ แต่จำเป็นต้องมีการควบคุมอย่างเคร่งครัด ที่ประชุมจึงมีความเห็นให้ ทช.อาศัยอำนาจตามมาตรา 17 ออก “ประกาศมาตรการและเกณฑ์การใช้ประโยชน์ เพื่อระงับความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพยากร” ในพื้นที่เกาะไข่ทั้ง 3 แห่ง

มาตราดังกล่าว ครอบคลุมทั้งการขึ้นทะเบียนเรือที่เข้ามาใช้ประโยชน์ การวางทุ่นจอดเรือ วางทุ่นไข่ปลากำหนดเขต ฯลฯ ที่เป็นส่วนในการบริหารจัดการ

แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือข้อห้ามต่างๆ เช่น ให้อาหารปลาหรือสัตว์น้ำ จับปลาหรือสัตว์น้ำ ทิ้งสมอเรือในแนวปะการัง ทิ้งของเสีย เล่นเจ็ตสกี ฯลฯ ทช.จะจัดเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าระวังทุกวัน เพื่อควบคุมดูแลไม่ให้มีการกระทำผิดละเมิดกฎหมาย แต่หากมีการละเมิดต้องถูกจับกุม

ม.17 ของกรมทะเล ผิดจากระเบียบของอุทยาน ถ้าเราทิ้งสมอในอุทยาน เราโดนจับ เจ้าหน้าที่อุทยานปรับเราได้เลย เพราะกฎหมายให้อำนาจ แต่ถ้าเราทิ้งสมอที่เกาะไข่ เจ้าหน้าที่จับกุมไม่สามารถปรับได้ ต้องนำผู้กระทำผิดส่งสถานีตำรวจอำเภอเกาะยาว จากนั้นก็เข้าสู่การพิจารณาคดี โดยมีโทษรุนแรงถึงขั้นจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ฉะนั้น ทำผิดในแต่ละพื้นที่ โทษจะแตกต่างกัน ซึ่งถ้าถามว่าทำไม ก็บอกว่ากฎหมายคนละฉบับ ถ้าถามว่าแฟร์หรือไม่ ก็บอกว่าไม่ทราบ กฎหมายเป็นเช่นนี้ หากมีปัญหาคงต้องไปเรียกร้องให้มีการแก้กฎหมาย แต่ง่ายกว่านั้น คือ อย่าทำผิด เพราะข้อห้ามทุกอย่างปฏิบัติได้ ห้ามเลี้ยงอาหารปลา ห้ามเก็บสัตว์น้ำ ฯลฯ เป็นเรื่องที่ทำได้ทั้งนั้น

คำสั่ง ทช.ตามมาตรา 17 ประกอบด้วย 1.ห้ามจอดเรือโดยการทิ้งสมอ ยกเว้นในบริเวณที่กำหนด (สำหรับส่งแขกเข้าฝั่ง) 2.ห้ามเล่นเครื่องเล่นกีฬาทางน้ำทุกชนิด 3.ห้ามค้นหา ล่อ จับ ได้มา เก็บสัตว์น้ำ หรือกระทำใดๆ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อล่อ จับ ได้มา หรือเก็บสัตว์น้ำ หรือให้อาหารสัตว์น้ำ 4.ห้ามกระทำการก่อสร้าง ยึดถือ ครอบครอง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 5.บุคคลหรือผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยวน้ำตื้น จะต้องไม่กระทำใดๆ อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 6.ผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยวดำน้ำลึก จะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการท่องเที่ยวจากสำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของการเรียนการสอนดำน้ำสากล

7.บุคคลใด หรือนิติบุคลใด หรือผู้ประกอบกิจการใด ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ หรือยานพาหนะใด ที่ใช้ในการเข้าหรือออกหมู่เกาะไข่ ให้ไปจดแจ้งทะเบียนเรือหรือยานพาหนะนั้น ณ ที่ทำการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 จ.ภูเก็ต ภายใน 30 วัน นับแต่คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ 8.ผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามตามคำสั่งนี้ ต้องระวางโทษไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลงนามในคำสั่ง เป็นต้นไป จนกว่าทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจะมีความอุดมสมบูรณ์เข้าสู่ภาวะปกติ

ตอนแรก มีคนสบประมาทว่าจะทำได้สักกี่น้ำ แต่เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ ทช.พบนักท่องเที่ยวชาวจีน 1 คน ชื่อ ZHOU HONGZHI จากมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ขณะกำลังให้อาหารปลา บริเวณชายหาดเกาะไข่นอก เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 443/2559 ตามข้อ 3 ห้ามค้นหา ล่อ จับ ได้มา เก็บสัตว์น้ำ หรือกระทำใดๆ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อล่อจับได้มา หรือเก็บสัตว์น้ำหรือให้อาหารสัตว์น้ำ จึงทำการจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจอำเภอเกาะยาว จ.พังงา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยโทษตามกฎหมาย ปรับไม่เกิน 1 แสน จำคุกไม่เกิน 1 ปี และไกด์ได้นำเงินมาประกันตัวจำนวน 1 แสนบาทก่อนรับตัวกลับไป

ถือเป็นนักท่องเที่ยวรายแรกในประวัติศาสตร์ ที่ได้รับโทษ จากการประกาศใช้กฏหมายฉบับนี้

ทางด้านนายไชยา ระพือพล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวอันดามัน ในฐานะผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่และเรือโดยสาร ซึ่งนำนักท่องเที่ยวไปยังเกาะแก่งต่างๆ ของจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ บอกว่า ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยว นำนักท่องเที่ยวไปยังเกาะแก่งต่างๆ มากว่า 20 ปี ยอมรับว่าสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคือการให้อาหารปลา และดำน้ำสน็อกเกิลดูปลา โดยในการนำเที่ยวไปทุกเกาะจะมีจุดให้อาหารปลาซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่เกาะไข่ ปลาที่อยู่ในบริเวณนั้นถูกเลี้ยงด้วยอาหารจากนักท่องเที่ยวมาเป็นเวลานาน

การบังคับใช้ ม.17 ที่เกิดขึ้นนั้นเห็นด้วยและยอมรับปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่ยังมีความรู้สึกว่าบังคับใช้เร็วเกินไป ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ตั้งตัวไม่ทัน เพราะที่ขายแพคเกจท่องเที่ยวระยะยาวซึ่งมีระบุไว้ในแพคเกจว่า มีการให้อาหารปลา และดำน้ำตื้นใกล้แนวปะการังได้รับผลกระทบ ต้องเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น

ขณะเดียวกันก็กระทบกับเคาน์เตอร์ทัวร์ ต้องปรับเปลี่ยนแพคเกจท่องเที่ยว เปลี่ยนกิจกรรมให้เกิดความถูกต้อง ซึ่งเมื่อกิจกรรมบนเกาะน้อยลง ความรู้สึกของนักท่องเที่ยวเมื่อไปเที่ยวเกาะไข่ก็ไม่ต่างจากการยืนชมและเล่นน้ำที่หาดป่าตองเท่านั้น

บางส่วนจึงปรับเปลี่ยนแผนพานักท่องเที่ยวไปเที่ยวยังจุดอื่นเช่นที่อ่าวพังงา ซึ่งเป็นอ่าวที่มีป่าชายเลนธรรมชาติและมีจุดจอดเรือที่พื้นล่างเป็นดินเลน ไม่กระทบแนวปะการัง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การประกาศใช้มาตรการตาม ม.17 จะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการไม่น้อย แต่ก็เชื่อว่าระยะยาวแล้วจะเป็นผลดีต่อระบบนิเวศใต้น้ำ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องเห็นในความสำคัญ และปรับตัวให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐ