นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯได้เปิดตัวโครงการพัฒนาระบบการให้บริการออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก-นำเข้าสินค้า รวมทั้งใบรับรองมาตรฐานสินค้า (DFT SMART-1) เพื่อยกระดับการให้บริการแก่ผู้ประกอบการ ทำให้ลดกระบวนการที่ซ้ำซ้อน ลดเอกสารที่เป็นกระดาษ ลดระยะเวลา และลดต้นทุน โดยการพัฒนาระบบดังกล่าวเน้นการออกแบบให้ประชาชนเป็น และมีความทันสมัยสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 รวมทั้งยังมีการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “จาก eDFT ก้าวเข้าสู่ DFT SMART – 1” โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนารวมทั้งสิ้นกว่า 300 คน
นายอดุลย์ กล่าวว่า การพัฒนาระบบให้บริการดังกล่าวได้มีการศึกษากระบวนการ ส่งออก-นำเข้าทั้งหมด นำมาปรับรูปแบบ ขั้นตอนในการให้บริการต่างๆ โดยปรับลดหรือยกเลิกขั้นตอนการที่ปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็นออก พร้อมกับนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือตรวจสอบความถูกต้องเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถขอรับบริการผ่านช่องทางเดียว ใช้เอกสารเพียงชุดเดียว โดยระบบจะจัดส่งคำขอแบบอัตโนมัติ รวมถึงส่งข้อมูลการอนุญาตส่งออก-นำเข้าไปยังกรมศุลกากร ทำให้สามารถประกอบพิธีการศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้กระดาษได้ ถือเป็นการอำนวยความสะดวกในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัท Surveyor บริษัทขนส่งสินค้า ท่าเรือ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่นๆ อีกด้วย นอกจากนี้ยังเพิ่มการชำระค่าธรรมเนียมในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) เพื่อประหยัดเวลา โดยผู้รับบริการไม่ต้องเดินทางมารับเอกสารและชำระเงินที่กรมฯอีกต่อไป ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการให้บริการของกรมฯด้วย

นายอดุลย์ฯ กล่าวว่า กรมฯได้ทำการพัฒนาและปรับปรุงเพื่ออำนวยความสะดวก แก่ผู้ที่มารับบริการมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 กรมฯ ให้บริการออกหนังสือสำคัญการส่งออก-นำเข้าสินค้า ไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 1.2 ล้านฉบับ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 4% โดยคิดเป็นมูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 9% ในจำนวนนี้เป็นใบอนุญาตส่งออก/นำเข้าปริมาณ 1 แสน ฉบับ มูลค่า 3 ร้อยล้านบาท และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ปริมาณ 1.11 แสนฉบับ มูลค่า 2,600 ล้านบาท แต่
“กรมฯมีแผนที่จะพัฒนาระบบบริการอื่นๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการค้าในยุคปัจจุบัน เนื่องเทคโนโลยีในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้จะมีการพัฒนาบริการต่างๆ ให้ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งระบบดังกล่าวนอกจากจะมีการเชื่อมโยงกับหน่วยงาน ในประเทศแล้ว ยังต้องเชื่อมโยงกับหน่วยงานศุลกากรของประเทศปลายทางผ่านระบบ National Single Window (NSW) ทำให้เกิดประโยชน์ในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่นๆ ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวก เพิ่มความรวดเร็ว ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ถือเป็นการสร้างแต้มต่อทางการค้า และเพิ่มศักยภาพในด้านการนำเข้า – ส่งออกให้กับผู้ประกอบการไทยอีกด้วย”
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


