นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2562 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนหลักการฟื้นฟูบึงราชนก จ.พิษณุโลก งบประมาณ 1,456.98 ล้านบาท โดยให้ดำเนินการแผนงานเร่งด่วนที่มีความพร้อม จำนวน 11 โครงการ ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี หรือระหว่างปี 2563-2565 งบประมาณ 754.56 ล้านบาท และแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ งบประมาณ 5,701.5 ล้านบาท โดยให้ดำเนินการแผนงานเร่งด่วนที่มีความพร้อม จำนวน 9 โครงการ ในปี 2563-2565 วงเงิน 1,513.5 ล้านบาท
ทั้งนี้ สทนช. มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและฟื้นฟูทั้งสองบึงให้เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำขนาดใหญ่ และกันพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่สันทนาการ สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ พร้อมทั้งมีการจัดระบบการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นไปตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติเห็นชอบในหลักการให้นำเสนอครม. เพื่อให้แผนงานและงบประมาณจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันเพื่อความต่อเนื่อง ลดความซ้ำซ้อน และยืนยันในเป้าหมายที่กำหนดร่วมกัน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม นำไปสู่การบริหารจัดการและพัฒนาแหล่งน้ำทั้งสองแห่งอย่างยั่งยืน
นายสมเกียรติ กล่าวว่า สำหรับแผนหลักการฟื้นฟูบึงราชนก จ.พิษณุโลก ประกอบด้วย แผนหลัก 4 ด้าน ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี หรือระหว่างปี 2563-2569 ได้แก่ 1.การบริหารจัดการ จัดระเบียบการใช้ที่ดินใหม่จะทำให้มีพื้นที่ผิวน้ำเพิ่มเป็น 3,714 ไร่ 2.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 3.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการเกษตร 4.การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
นายสมเกียรติ กล่าวว่า โดยเบื้องต้นแผนงานที่มีความพร้อม สามารถดำเนินการได้ทันทีในปีงบประมาณ 2563 มีจำนวน 4 โครงการ วงเงิน 9.57 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการแก้ไขปัญหาการบุกรุกครอบครองและทำประโยชน์ในพื้นที่บึงราชนก 2.โครงการศึกษาและการรื้อย้ายเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง 3.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในบึงราชนก และ 4.โครงการปรับปรุงและขุดลอกคลองสาธารณะด้านทิศใต้พร้อมอาคารประกอบ
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินการพัฒนาฟื้นฟูทั้งสองบึงอย่างมีประสิทธิภาพ ครม.ได้มอบหมายให้ สทนช. อำนวยการและกำกับดูแลให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนหลักที่วางไว้ พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินโครงการที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันทีในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณมาดำเนินการเป็นลำดับแรก หากไม่เพียงพอให้เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณตามความเหมาะสมต่อไป

