นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีมุมมองบวก จากปัจจัยในประเทศเป็นหลัก แต่ปัจจัยต่างประเทศที่ยังไม่ชัดเจนมากนัก ทำให้มีการปรับลดเป้าหมายดัชนีล่วงหน้า 12 เดือนลงเล็กน้อย จากเดิม 1,750 จุด เหลือ 1,725 จุด เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมตลาดที่ยังมีความอึมครึมอยู่ แต่ยังเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะฟื้นตัวได้ในระยะสั้น บนกรอบเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,590-1,680 จุด โดยการเมืองไทยที่เริ่มมีความนิ่งและชัดเจนมากขึ้น จะเป็นผลบวกกับตลาดหุ้นไทย ซึ่งคาดว่าเมื่อได้รัฐบาลใหม่แล้ว จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมามากขึ้น ในส่วนของการเพิ่มรายได้ของครัวเรือน การเพิ่มราคาสินค้าเกษตร และการลดภาระหนี้ครัวเรือน ทำให้ช่วงเดือนนี้จะมีความเป็นบวกมากขึ้น
“มองว่าเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะไหลเข้ามาในเดือนนี้มากขึ้น แต่ไม่ได้ไหลเข้ามามากเท่าที่ควร เนื่องจากประเทศที่น่าลงทุนในสายตานักลงทุนตอนนี้คือ เวียดนามที่มาแรงมาก เพราะมีข้อได้เปรียบประเทศไทยในทุกด้าน อาทิ ค่าครองชีพต่ำกว่า ค่าจ้างแรงงานต่ำกว่า แต่ประเทศไทยก็ยังมีความแข็งแกร่งในด้านของเสถียรภาพ และกำลังจะมีการปลดล็อกในเรื่องของการเลือกตั้ง และเกิดประชาธิปไตยขึ้น ทำให้ช่วงครึ่งปีหลังมองว่าจะเป็นบวกมากกว่านี้ และจะมีฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาเพิ่มมากขึ้นได้ เพราะที่ผ่านมาฟันด์โฟลว์ไม่ได้เข้ามามากนัก ก็เพราะเรายังไม่ได้ปลดล็อกเรื่องการเลือกตั้งขึ้น”นายภาสกรกล่าว
นายภาสกร กล่าวว่า ปัจจัยสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) ที่จะมีการประชุม G20 กันในเดือนมิถุนายนนี้ มองว่าน่าจะมีข้อตกลงในแง่บวกออกมาได้ ทำให้ปัจจัยนี้น่าจะไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก เพราะตลาดได้รับรู้เรื่องนี้มาสักพักแล้ว ขณะนี้มองว่าสงครามการตั้งกำแพงภาษีระหว่างกันไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป เพราะหากจะมีการปรับขึ้นภาษีมากกว่านี้ สหรัฐฯเองที่จะได้รับผลกระทบเชิงลบมากกว่าจีน เนื่องจากจีนมีการนำเข้าวัตถุดิบจากหลายประเทศที่มีราคาต่ำ ทำให้สามารถขายสินค้าได้ในราคาที่ไม่สูงมากนัก ประกอบกับมีบทวิเคราะห์ออกมาว่า หากเทรดวอร์ลุกลามจนมีการแบนเทคโนโลยีของหัวเว่ยจริง จะทำให้เทคโนโลยี 5G เกิดขึ้นช้าออกไปอีก 5 ปี หรืออาจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย เพราะหัวเว่ยถือเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญที่จะใช้กับ 5G แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการประชุม G20 น่าจะเริ่มมีมุมมองบวกออกมามากขึ้นเรื่อยๆ
นายภาสกร กล่าวว่า ได้มีการปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย (จีดีพี) ปี 2562 ลดลงเหลือ 3.4% จากเดิม 3.8% ซึ่งให้กรณีพื้นฐาน 3 รูปแบบคือ จีดีพีโต 3.4% ในปีนี้แน่นอน อ้างอิงตามที่สหรัฐฯตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 25% มูลค่า 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะมีผลถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ก่อนที่สหรัฐฯจะปรับลดภาษีลง กรณีที่ไม่ดีคาดว่าจีดีพีจะโตที่ 3.1% หากสหรัฐฯตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 25% มูลค่า 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มีผลบังคับใช้ทั้งปีนี้ ส่วนกรณีที่แย่ที่สุดคาดว่าจีดีพีจะโตแค่ 2.6% แต่กรณีนี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก นอกจากสหรัฐฯจะตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 25% และเก็บเพิ่มจากสินค้านำเข้าจากจีนที่เหลืออีกราวๆ 3.0แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


