หน้าแรก เศรษฐกิจ รมว.เกษตรฯปลื...

รมว.เกษตรฯปลื้มผลงานดันข้าวเปลือกหอมมะลิถึง1.6หมื่น/ตัน

5.06.19 | 17:45 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการดำเนินงานสำคัญของกระทรวงเกษตรฯตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน ในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร ว่า จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ทำให้เกษตรกรเร่งรอบการผลิตข้าวไม่คำนึงคุณภาพ ทำให้มีข้าวในสต๊อกปริมาณมาก ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ เกษตรกรขาดทุน รัฐบาลจึงตั้งคณะทำงานวางแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรขึ้นมา เพื่อกำหนดปริมาณการผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งส่งผลให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพ โดยกำกับดูแลการปลูกข้าวไม่ให้ผลผลิตล้นตลาด ปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตสูง พันธุ์ข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสำหรับผู้รักสุขภาพ เช่น พันธุ์ กข43 และพันธุ์ข้าวนุ่ม พันธุ์ กข79 ที่ตลาดต้องการ รวมทั้งแนะนำให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมกับดินและน้ำ อีกทั้งจัดการระบายข้าวที่ค้างในสต๊อกให้หมดลง ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกขยับสูงขึ้น เช่น ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิเพิ่มขึ้น จากปี2557 ราคาตันละ 12,781 บาท ในปี2557 เป็นตันละ16,000 บาทในปี 2562

นายกฤษฎา กล่าวว่า ปีการผลิต 2562/63 กระทรวงเกษตรฯ คงกำหนดปริมาณการผลิตในระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยเป้าหมายพื้นที่ส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวทั้งปี 72.80 ล้านไร่ ผลผลิต 34.63 ล้านตันข้าวเปลือก รวมถึงสามารถปรับลดการผลิตข้าวรอบที่2 ไปปลูกพืชอื่น โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทน หากสถานการณ์ราคาข้าวอ่อนตัวลง

“เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวได้เพิ่มขึ้นจากแรงจูงใจโครงการรับจำนำข้าว ส่งผลให้ราคาข้าวตกต่ำ การปรับปริมาณข้าวให้เหมาะสมกับความต้องการ จึงเป็นแนวทางสำคัญตามแผนข้าวครบวงจร ดังนั้นเพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกที่ปรับเปลี่ยนอาชีพ รัฐบาลจึงมีโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนา เพื่อปรับสมดุลปริมาณพื้นที่ปลูกข้าวและสร้างรายได้ทดแทน โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ซึ่งสามารถทดแทนการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยประสานผู้รับซื้อกำหนดแผนการผลิตและตลาด มีหลักประกันด้านราคารับซื้อและประกันภัยพิบัติ “นายกฤษฎา กล่าว

นายกฤษฎา กล่าวว่า โดยทำให้ผลให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการฯ 82,316 ราย ในพื้นที่ปลูก 724,932 ไร่ มีรายได้สุทธิเฉลี่ย 2,000 – 3,000 บาทต่อไร่ ราคารับซื้ออยู่ที่ 8 บาทต่อกิโลกรัม ตามราคาประกันของโครงการ และผู้ผลิตอาหารสัตว์ได้รับข้าวโพดคุณภาพดีในการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ต่อไป ทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงด้านรายได้ นอกจากนั้น การปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์หลังการปลูกข้าวนาปี ประหยัดน้ำได้ถึง 700 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อรอบการผลิต หรือประมาณ 4 เดือน เนื่องจากข้าวโพดอาหารสัตว์ใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกข้าวซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าว ยังเป็นโครงการแรกของประเทศที่ไม่ใช้งบประมาณของรัฐเพื่อการแทรกแซงราคา และไม่สร้างภาระงบประมาณภาครัฐอีกด้วย