หน้าแรก เศรษฐกิจ สภาพัฒน์เผยหน...

สภาพัฒน์เผยหนี้ครัวเรือนพุ่ง ผลพ่วงเร่งซื้อบ้านก่อนใช้แอลทีวี

6.06.19 | 13:13 น.

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ไตรมาส 1 ของปี 2562 พบว่าหนี้สินครัวเรือนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาจากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์โตขึ้น 10.1% ถือว่าสูงที่สุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2557 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งก่อหนี้ก่อนการบังคับใช้ มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ (แอลทีวี) ไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา รวมถึงมีความต้องการซื้อรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้น หนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่กลางปี 2561 โดยในไตรมาส 4 ของปี 2561 หนี้สินครัวเรือนเท่ากับ 12.8 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 6% คิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) เท่ากับ 78.6% เพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน หากคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีแล้วไม่เกิน 80% ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่รับมือได้ แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากผ่านพ้นมาตรการแอลทีวีไปแล้ว จะทำให้การก่อหนี้สินครัวเรือนชะลอตัวลงและดีขึ้น

“มองว่าภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อกำกับดูแลและควบคุมการปล่อยสินเชื่อให้รัดกุม รวมถึงมีความเหมาะสมมากขึ้น อาทิ การออกแบบมาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อ เพื่อลดความเสี่ยงจากการปล่อยกู้ให้กับกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง โดยเฉพาะมาตรการเกี่ยวกับสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ การออกมาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ เนื่องจากคุณภาพของสินเชื่อรถยนต์มีแนวโน้มลดลง รวมถึงการติดตามมาตรการกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อ ที่มีรถยนต์เป็นหลักประกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม” นายทศพรกล่าว

นายทศพรกล่าวว่า การจ้างงานเพิ่มขึ้น 0.9% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นนอกภาคเกษตร 3.2% ขณะที่สาขาโรงแรมและภัตตาคารมีการจ้างงานลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 0.2% ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวลง เมื่อพิจารณาตามระดับการศึกษาพบว่ามีความต้องการแรงงานสายอาชีพ สูงกว่าจำนวนผู้สมัครงานถึง 2 เท่าสะท้อนให้เห็นถึงความขาดแคลนจำนวนแรงงานและทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการ โดยต้องติดตามประเด็นที่จะมีผลกระทบด้านแรงงานอย่างใกล้ชิดคือ สถานการณ์ภัยแล้งที่จะส่งผลกระทบกับรายได้ของเกษตรกร เนื่องจากมีรายงานว่าน้ำในเขื่อนของกรมชลประทานอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยขั้นวิกฤต เกษตรกรจึงควรเตรียมรับมือกับวิกฤติภัยแล้ง โดยเปลี่ยนจากการปลูกพืชที่ต้องใช้น้ำมากมาเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยแทน

“ปัจจัยที่อาจจะกระทบกับการจ้างงานอีกคือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน (เทรดวอร์) ซึ่งอาจจะกระทบไทยผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยการท่องเที่ยวต้องเฝ้าระวังการจ้างงานในสาขาบริการท่องเที่ยว เนื่องจากลักษณะการจ้างงานส่วนใหญ่เป็นการจ้างงานชั่วคราว ตามปริมาณการเข้าพักของนักท่องเที่ยว แต่มองว่าการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจปัจจุบัน จึงเชื่อว่าจะต้องมีการรักษาสัดส่วนของนักท่องเที่ยวไว้ให้ได้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบใดขึ้น” นายทศพรกล่าว