“หอการค้า” ชี้ “หนี้ครัวเรือน” เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจ แนะ 2 วิธี รัฐเร่งแก้ไข

8.06.19 | 08:42 น.

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทย ว่า หนี้ครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยไตรมาส 4/2561 เท่ากับ 12.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% คิดเป็น 78.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่ยังไม่ถึงระดับ 80% ของจีดีพี จึงยังไม่รุนแรง และยังไม่น่าเป็นกังวลมากนัก อย่างไรก็ตาม มองว่าปัญหาหนี้ครัวเรือน เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรอธิบายให้ประชาชนเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า การที่ประชาชนมีหนี้ต่ำ แสดงถึงความกินดีอยู่ดี

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เกิดขึ้น ควรนำมาวิเคราะห์ว่า เกิดขึ้นจากสาเหตุใด เช่น กู้เงินเพื่อการดำเนินธุรกิจ, กู้เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันเนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอ, กู้เพื่อการจับจ่ายใช้สอยฟุ่มเฟือย หรือกู้เพื่อซื้อทรัพย์สิน เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมา จากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จะเห็นได้ว่า แนวโน้มธุรกิจที่เกิดขึ้นโดยคนรุ่นใหม่มีมากขึ้น ขณะเดียวกัน ธุรกิจชุมชนก็มีมากขึ้น ฉะนั้น เมื่อมีธุรกิจเกิดขึ้นมากมาย ผู้ทำธุรกิจจึงจำเป็นต้องหาแหล่งสินเชื่อในรูปแบบต่างๆ

“ข้อมูลจากสํานักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า โครงสร้างหนี้ของประชาชน เกิดขึ้นจาก 3 ปัจจัย คือ กู้เพื่อการดำเนินธุรกิจ 33.33% กู้เพื่อซื้อทรัพย์สิน 33.33% และกู้เพื่อการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน 33.33% ดังนั้น จึงเชื่อว่า โครงสร้างหนี้ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังไม่ปรับเปลี่ยน ประชาชนยังมีวินัยในการก่อหนี้ และปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้น เพื่อนำเงินไปลงทุนในการดำเนินธุรกิจ ซื้อทรัพย์สิน และจับจ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น น่าจะมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจ ดังนั้น ควรแก้ไขด้วย 2 วิธี คือ 1.รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเพื่อทำให้เศรษฐกิจเกิดความคล่องตัว ประชาชนจะได้มีรายได้มาผ่อนชำระหนี้ และ 2.รัฐบาลจำเป็นต้องมีการให้ความรู้ทางการเงิน ควบคู่ไปว่า การก่อหนี้นั้นควรเกิดขึ้นอย่างคุ้มค่า มีผลตอบแทนจากการกู้ยืม เพื่อให้ประชาชนสามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

Advertisement

เพิ่มเพื่อน