นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ เอดับบลิวซี ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า แอสเสทเวิรด์คอร์ปอเรชั่น (เอดับบลิวซี) เป็นบริษัทในเครือซีซีกรุ๊ป ของกลุ่มเจริญสิริวัฒนภักดี ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรในประเทศไทย โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ 2.กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ โดยบริษัทฯเน้นลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยเป็นหลัก และเพื่อเป็นการปรับโครงสร้างการทำงานและการบริหารงานใหม่ให้เป็นระบบธุรกิจมากขึ้น จากเดิมที่เป็นธุรกิจครอบครัว จึงมีการเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟล์ลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) แล้วในวันนี้ (11 มิถุนายน 2562) โดยจะระดมทุนนำไปพัฒนาโครงการต่างๆ ชำระหนี้คืน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนต่อไป ด้วยจำนวนทรัพย์สินยื่นไฟล์ลิ่งรวมกว่า 9.2 หมื่นล้านบาท
นางวัลลภา กล่าวว่า บริษัทฯมุ่งเน้นการลงทุนในประเทศไทยบนทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพ ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากปัจจัยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจในระดับมหภาคที่ดี อาทิ การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจการท่องเที่ยว การขยายตัวของสัดส่วนของประชากรที่อาศัยอยู่ในเมือง และการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศไทย นอกจากนี้บริษัทฯยังมีการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่งมีความหลากหลายและสมดุลในเชิงธุรกิจ โดยบริษัทฯยังมีแผนที่จะลงทุนในโครงการขนาดใหญ่อีกหลายโครงการ ทำให้เชื่อว่าจากแผนงานที่มีจะส่งผลให้กลุ่มโรงแรมมีจำนวนห้องไม่ต่ำกว่า 8,000 ห้องใน 5 ปีต่อจากนี้ สำหรับยอดขาย 3 ปีที่ผ่านมาพบว่า บริษัทฯมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในส่วนของรายได้ ซึ่งในปี 2559 มีรายได้อยู่ที่ 9,411 ล้านบาท ปี 2562 มีรายได้เพิ่มเป็น 11,207 ล้านบาท และปี 2561 รายได้เพิ่มขึ้นที่ 12,415 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจาก 2 กลุ่มธุรกิจ แบ่งเป็นรายได้จากกลุ่มธุรกิจโรงแรมและบริการประมาณ 60% และรายได้จากกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ประมาณ 40% ด้วยจุดแข็งและกลยุทธ์การแข่งขันดังกล่าว บริษัทศมีความมั่นใจในศักยภาพการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต
“เศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปีนี้ มองว่ายังเป็นบวก ถึงแม้ช่วงต้นปีที่ผ่านมาจะมีเรื่องที่ต้องคิดบ้าง โดยภาคการท่องเที่ยวยังเป็นจุดแข็งของประเทศไทย เพราะตัวเลขนักท่องเทียวต่างชาติ 38 ล้านคนเชื่อว่าจะโตได้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยเพิ่มขึ้น และไทยยังถือเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจากการคุยกับพันธมิตรพบว่ายอดจองที่พักในไตรมาส 3-4 ยังมีตัวเลขที่ดี โดยวันนี้บริษัทฯได้ยื่นเอกสารข้อมูลไปยังก.ล.ต. เพื่อพิจารณาในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานและความยั่งยืนให้บริษัทฯ และเพื่อเป็นการเปลี่ยนจากธุรกิจครอบครัวมาสู่ธุรกิจที่เป็นระบบมากขึ้น”นางวัลลภากล่าว
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


