ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า “ไทย และลาว” จะมีสะพานข้ามแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นมาอีก 1 แห่ง คือ สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ)
ล่าสุด ครม.ได้อนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินโครงการ ในวงเงิน 2,630 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี
จุดเริ่มต้นของโครงการนี้มาจากที่ประเทศไทยได้หารือกับ สปป.ลาว ในระหว่างการเยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนพฤษภาคม 2560
เนื่องจากเห็นว่าสอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติในหลายประเด็น เช่น ประเด็นการต่างประเทศ ความร่วมมือเศรษฐกิจและความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ ประเด็นการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเชื่อมโยงภูมิภาค เป็นต้น และเป็นไปตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ.2558-2565 ในการเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้เกิดการติดต่อค้าขายบริเวณชายแดนและการท่องเที่ยวอันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจบริเวณพื้นที่โดยรอบ
วงเงินที่จะใช้ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ 3,930 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่างานฝั่งไทย จำนวน 2,630 ล้านบาท (ค่าก่อสร้าง 2,553 ล้านบาท ค่าควบคุมงานก่อสร้าง 77 ล้านบาท ไม่รวมวงเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ 400 ล้านบาท) ส่วนค่างานฝั่ง สปป.ลาว อยู่ที่ 1,300 ล้านบาท
โดย สปป.ลาวได้มีหนังสือแจ้งความประสงค์ขอกู้เงินไปยังสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) แล้ว โดย สพพ.จะมีการเจรจาต่อรองเงื่อนไขการให้กู้เงินกับ สปป.ลาว ตามระเบียบต่อไป
นอกจากนี้ ครม.ได้อนุมัติให้จัดทำและลงนามร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและ สปป.ลาว ว่าด้วยการก่อสร้างสะพานมิตรภาพดังกล่าว โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย และมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องตามความตกลงดังกล่าว และให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม ให้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้แทนสำหรับการลงนาม
ซึ่งการจัดทำร่างความตกลงฉบับนี้ เป็นร่างความตกลงที่กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการก่อสร้าง กำหนดภาระหน้าที่ของรัฐบาลแต่ละฝ่ายในการดำเนินการก่อสร้าง กำหนดวงเงินงบประมาณ และแหล่งงบประมาณโครงการที่แต่ละฝ่ายต้องรับผิดชอบแยกจากกันอย่างชัดเจน
สะพานแห่งนี้ เป็นการพัฒนาการเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมขนส่งระหว่างไทยและ สปป.ลาว ซึ่งจะทำให้ลดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่ง สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว รวมถึงเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ
ที่สำคัญ จะเป็นการพลิกโฉมเมืองบึงกาฬ ให้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้นด้วย
นายขันตี

