นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า กรณีกระแสข่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของรัฐบาลชุดใหม่ เป็นชื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ สส.จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้น ไม่ว่ารัฐมนตรีจะมาจากพรรคใดก็ตาม ททท.พร้อมจะทำงานด้วย เพราะเชื่อว่าแนวนโยบายน่าจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเนื่องจากนายกรัฐมนตรียังเป็นคนเดิม ดังนั้นนโยบายการท่องเที่ยวที่จะสร้างรายได้และกระจายรายได้ไปยังพื้นที่ต่างๆ ทำให้การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังคงอยู่
นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เตรียมไว้เพื่อเสนอรัฐมนตรีคนใหม่จะเป็นการนำเสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วง 6 เดือนที่เหลือของปีนี้ หลังจากช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ประเทศไทยเจอกับความท้าทายมากขึ้น อาทิ เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ซึ่งการเสนอมาตรการดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายรายได้ของการท่องเที่ยวที่ตั้งไว้ 3.4 ล้านล้านบาท จากตลาดในประเทศและต่างประเทศ
“ยืนยันว่าเป้าหมายรายได้ภาคการท่องเที่ยว จะไม่มีการปรับลดเป้าแน่นอน เพราะตัวเลขตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันก็ยังเป็นบวกอยู่ ถึงแม้จะไม่ได้บวกเยอะ เพราะอย่างที่เคยบอกไว้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้อาจจะไม่ได้เติบโตหวือหวาเท่าปี 2561 เนื่องจากมีปัจจัยกระทบเยอะมาก อาทิ ค่าเงินบาทแข็ง ทำให้การเติบโตไม่ดีเท่าที่ผ่านมา รวมถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ที่อาจส่งผลกระทบทำให้คนจีนออกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศลดน้อยลง ซึ่งตรงนี้ททท.กำลังติดตามและประเมินสถานการณ์อยู่ แต่ก็เริ่มเห็นว่าหลายตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ออสเตรเลีย อินเดีย ที่ยังเติบโตได้ดี ถึงแม้ตัวเลขช่วงต้นปีจะไม่ดีมากนัก จึงขอยืนยันเป้าหมายตามเดิม” นายยุทธศักดิ์กล่าว
นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับแผนงานที่เตรียมเสนอให้รัฐบาลใหม่พิจารณา จะเป็นเรื่องการกระตุ้นให้มีการท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก เพราะหากดูตามระยะเวลาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่เข้ามาบริหารน่าจะเป็นในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งยังเป็นช่วงของกรีนซีซั่นที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวออกเดินทางน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงฤดูกาลอื่น โดยขณะนี้ได้มีหลายฝ่ายออกมาปรับคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของประเทศไทย ทำให้มีความกังวลเรื่องการบริโภคภายในประเทศ ที่มีเรื่องท่องเที่ยวรวมอยู่ ซึ่งส่วนตรงนี้อาจจะมีการชะลอตัวลง ทำให้จำเป็นต้องกระตุ้นในส่วนนี้เพิ่มเติม เพื่อให้รายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 3.4 ล้านล้านบาท
นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับนโยบายลดหย่อนภาษีเที่ยวเมืองรองที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ต้องมีการประเมินว่าในระยะสั้นมาตรการนี้ได้ผลหรือไม่ หากได้ผลอาจมีการเสนอให้พิจารณาต่ออายุนโยบาย เนื่องจากททท.พยายามหามาตรการระยะสั้นเข้ามากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อไม่ให้การท่องเที่ยวซึมตัวลง มาตรการฟรีวีซ่าที่จะสิ้นสุดในปลายเดือนตุลาคมนี้ จะครอบคลุมช่วงวันชาติของคนจีนอยู่แล้ว ซึ่งหากต่ออายุได้ก็ดี แต่ต้องขอดูตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกสักระยะ เพราะหากตัวเลขยังเติบโตได้ดีก็อาจจะไม่ต้องต่ออายุมาตรการเพิ่มเติม ซึ่งในขณะนี้อาจยังไม่จำเป็นที่จะต้องนำมาตรการระยะสั้นอย่างฟรีวีซ่ามาใช้เป็นมาตรการระยะยาว เพราะเป็นมาตรการกระตุ้นตลาดใน 21 ประเทศที่มีกำหนดเวลา และเพื่อแสดงความจริงใจในการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น
“ตัวเลขการจองที่พักล่วงหน้าในช่วงครึ่งปีหลัง ถือว่ายังไปได้ดี แต่ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของแต่ละประเทศด้วย ซึ่งนอกเหนือจากเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า เศรษฐกิจภายนอก ก็ต้องยอมรับว่าการท่องเที่ยวไทยมีการแข่งขันกับการท่องเที่ยวของต่างประเทศเยอะ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องดูในระยะยาว แต่ระยะสั้นมองว่าต้องกระตุ้นในส่วนของการท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก ในส่วนของงบประมาณปี 2563 จะออกช้าประมาณ 1 ไตรมาส ทำให้ต้องมีการจัดอันดับความสำคัญ และการให้ความสำคัญกับโครงการในการกระตุ้นตลาดช่วงปลายปี คงต้องพิจารณาให้มากขึ้น เพราะการล่าช้าของงบประมาณที่จะออกมา แต่ตรงนี้ได้เตรียมการไว้แล้ว จึงยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก” นายยุทธศักดิ์กล่าว
นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับแผนปฏิบัติการ ปี 2563 จะมีการประชุมในวันที่ 1-4 กรกฎาคมนี้ โดยต้องทำแผนให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อเตรียมเสนอให้กับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา แต่หลักๆ จะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อทริป เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ และกระจายสัดส่วนนักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่เมืองหลักและเมืองรองให้สมดุลกันมากขึ้น รวมถึงสัดส่วนนักท่องเที่ยวในฤดูกาลท่องเที่ยวและนอกเหนือฤดูกาลท่องเที่ยวด้วย โดยเป้าหมายรายได้ด้านการท่องเที่ยวในปี 2563 มองว่าเติบโต 10% เนื่องจากมีการเติบโตเฉลี่ยที่ 10% ต่อเนื่องทุกปี


นายยุทธศักดิ์ กล่าวถึงการจัดมหกรรมการแข่งขันจักรยานส่งเสริมการท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำโขงในรายการ “THE GREAT MEKONG BIKE RIDE 2019” ครั้งที่ 4 ว่า ททท.ได้ร่วมมือกับจังหวัดนครพนม สกลนคร และมุกดาหาร ในการจัดงานแข่งขันจักรยาน เพื่อชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีเงินรางวัลรวมกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 มิถุนายนนี้ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวและนักปั่นจักรยานเข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 2,000 คน แบ่งเป็นชาวต่างชาติ 400 คน จาก 22 ประเทศทั่วโลก และนักปั่นชาวไทยอีก 1,600 คน ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนรวมกว่า 20 ล้านบาท และคาดว่าจะก่อให้เกิดรายได้สู่ท้องถิ่น สร้างมูลค่าทางการตลาดท่องเที่ยวในต่างประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมมากกว่า 100 ล้านบาท
นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า จากความสำเร็จของการจัดงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้การแข่งขันรายการนี้ถือเป็นการแข่งขันจักรยานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยจัดงานขึ้นเพื่อสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เป็นการใช้การท่องเที่ยวร่วมกับการกีฬา เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดเมืองรองในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นไปตามนโนบายของรัฐบาลและแผนการตลาดของททท.ในปี 2562 รวมถึงได้รับประสบการณ์ใหม่ผ่านเส้นทางการปั่นเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน และธรรมชาติตลอดเส้นทางการแข่งขัน พร้อมทั้งรองรับการเปิดตลาดการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนด้วย
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


