ที่โรงแรมเอส 31 นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในการเสวนา”เทรนด์…ลงทุนอสังหาฯ’59 ” ว่า ตัวเลขจีดีพีที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศขยายตัว 3.2% สูงไตรมาสที่ผ่านมาซึ่งขยายตัว 2.8% ถือเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 12 ไตรมาส ปัจจัยจากการใช้จ่ายภาครัฐ ภาคบริการ และการท่องเที่ยว เพิ่มขึ้น ขณะที่การส่งออกหดตัวจากเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงตลาดการเงินโลกที่ยังผันผวน แนวโน้มการปรับอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายปลายมิถุนายนนี้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน อัตราแลกเปลี่ยน และค่าเงินอาจอ่อนลง ซึ่งตัวช่วยครึ่งปีหลังคือประมาณเบิกจ่ายของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่จะมีเงินเข้าระบบเศรษฐกิจประมาณ 2 ล้านล้านบาท และการลงทุนของภาคเอกชนคาดขยายตัวประมาณ 3% ภาคการท่องเที่ยวและภาคการบริโภค คาดฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปประมาณ 1.8-2.4% การว่างงานอยู่ระดับต่ำประมาณ 1% หรือไม่ถึง 4 แสนคน
นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ 2559 น่าจะดีกว่าปี 2558 ขยายตัวระหว่าง 3.1-3.6% แนวโน้มที่ 3.3% จากปัจจัยการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน การบริโภคภายในประเทศ และเป็นโอกาสให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวได้พอสมควร ซึ่งนโยบายภาครัฐเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ผลตอบรับออกดีมาก ยอดโอนบ้านจัดสรร 6 เดือน อยู่ที่ 68.5 หมื่นหน่วย เพิ่มขึ้น 23% คอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น 63 หมื่นหน่วย หรือเพิ่ม 106% และผู้ประกอบการส่วนใหญ่คงกำหนดกลยุทธ์กับภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
“คาดว่าทิศทางหลังจากนี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะดีขึ้น มีความสมดุลของตลาดมากยิ่งขึ้น และคาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะเติบโต 5% ส่วนมาตรการเกี่ยวกับคนชราทั้งด้านภาษีและการสร้างบ้าน ขณะนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ทั้งจากการประสานงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมธนารักษ์เพื่อพิจารณาว่ารูปแบบจะเป็นอย่างไร ระหว่างการพัฒนากับการบริการ รวมถึงการเจาะกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนมากขึ้น แล้วจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมองว่าในอนาคตฐานข้อมูลบ้านมือสองจะสำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการย้ายถิ่นฐาน 1.3% ต่อปี ”
นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ทิศทางหลังจากสิ้นสุดมาตรการอสังหาริมทรัพย์นั้น ยังคงมีการเติบโตแบบกึ่งทรงตัว จากความไม่เชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการตามสภาพเสรษฐกิจและการเมือง ราคาอสังหาริมทรัพย์จะยังคงสูงขึ้น จากต้นทุนที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนปัจจัยบวกคือธนาคารยังแข่งขันกันขยายสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยอัตราไม่สูง กำลังซื้อยังดี ราคาน้ำมันต่ำ และการเร่งรัดโครงการเมกะโปรเจ็ค จะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและความต้องการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น รวมถึงนโยบายเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษหัวเมืองและการค้าชายแดน จะช่วยให้เกิดการลงทุนและความต้องการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งพาณิชยกรรม อุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัยมากขึ้น ส่วนปัจจัยลบคือการขาดแคลนแรงงาน การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและผังเมือง และต้นทุนการพัฒนาโครงการสูงขึ้นจากราคาที่ดิน

