หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ดีอี’ผุด‘จีด...

‘ดีอี’ผุด‘จีดีซีซี’ คลังข้อมูลดิจิทัล ยกระดับภาครัฐ

19.06.19 | 17:18 น.

โครงการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ หรือ “จีดีซีซี” (Government Data Center and Cloud service : GDCC) โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท พร้อมเปิดให้หน่วยงานภาครัฐต่างๆ ได้ใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลสำหรับรองรับหน่วยงานรัฐให้เข้าถึงทรัพยากรด้านคลาวด์

พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดีอี เผยว่า โครงการดังกล่าว ใช้งบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาท ในการพัฒนาคลังข้อมูลดิจิทัลภาครัฐและใช้ประโยชน์บิ๊กดาต้าจากคลังข้อมูลให้สามารถบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานกันได้อย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพบริการดิจิทัลให้แก่ประชาชน และเป็นข้อมูลในการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ซึ่งจะช่วยลดงบประมาณภาครัฐทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการประมวลผล

จีดีซีซี จัดทำเป็นคลาวด์ 3 ระดับ ได้แก่ คลาวด์ระดับกระทรวง, คลาวด์ระดับกรม และคลาวด์กลางภาครัฐ เพื่อสนับสนุนทุกหน่วยงานให้เข้าถึงทรัพยากรคอมพิวเตอร์บนระบบคลาวด์และใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง อีกทั้งช่วยลดการลงทุนซ้ำซ้อนด้านไอที โดยหน่วยงานที่มีความต้องการใช้งานทรัพยากรทางด้านไอทีสามารถใช้คลาวด์กลางภาครัฐได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และเครื่องแม่ข่ายเอง

ส่วนหน่วยงานที่มีการใช้งานระบบคลาวด์ของตัวเองอยู่แล้วก็สามารถใช้จีดีซีซีเป็นระบบสำรองข้อมูลและกู้คืนระบบ โดยไม่ต้องสร้างไซต์สำรอง

“สำหรับ ‘จีดีซีซี’ ประกอบด้วยการออกแบบระบบโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ และระบบสื่อสารโทรคมนาคม ที่ได้มาตรฐานสากล อีกทั้งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในด้านดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ คาดว่าภายใน 3 ปี(2563-2565) ระบบคลาวด์จะมีมาตรฐานใน 3 ส่วน ได้แก่ 1.บริการเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือน 2.บริการย้ายโอนระบบงานขึ้นมาอยู่บนจีดีซีซีและ 3.บริการฝึกอบรม โดยตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรดิจิทัลภาครัฐ จำนวน 2,500 คน ให้มีทักษะความสามารถด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อน และเป็นโครงสร้างสำคัญของรัฐบาลดิจิทัล” รมว.ดีอีอธิบายเพิ่มเติม

Advertisement

ทั้งนี้ ดีอีอยู่ระหว่างการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (Government Big Data Institute : GBDi) เพื่อรองรับการให้บริการด้านบุคลากรและการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ของภาครัฐ และใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อประกอบการตัดสินใจ การดำเนินงาน และการให้บริการประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประชาชนได้ตรงจุดมากขึ้น

“ในการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) ครั้งที่ผ่านมา ที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง เมื่อครั้งเป็นรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน มีการพิจารณาเรื่องการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ ภายใต้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนในเรื่องต่างๆ อาทิ การบริหารงบประมาณ การให้บริการสาธารณะตรงตามความต้องการของประชาชน รวมถึงการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่ง ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา” รมว.ดีอีระบุ

ด้าน ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เสริมว่า สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณและบุคลากร โดยมีภารกิจหลักในการวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลประกอบการตัดสินใจของรัฐบาล และคณะกรรมการระดับชาติ ซึ่งพร้อมให้คำปรึกษาด้านการจัดหาวิเคราะห์ และบริหารจัดการข้อมูลเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการยกระดับความสามารถและทักษะของบุคลากรภาครัฐ ตลอดจนการสนับสนุนความร่วมมือทางด้านวิชาการ การวิจัย และการบริหารจัดการองค์ความรู้ด้าน กระบวนการวิเคราะห์เซตข้อมูลขนาดใหญ่

“จะมีการคัดเลือกบุคลากรภาครัฐที่มีความสนใจในเทคโนโลยีเข้าทำงานในสถาบัน เพื่อเป็นตัวแทนในการพัฒนาทักษะและบ่มเพาะศักยภาพ และนำองค์ความรู้ พร้อมทั้งประสบการณ์ที่ได้รับกลับไปขยายผลในองค์กรต้นสังกัด และพนักงานส่วนหนึ่งจะเป็นการคัดเลือกนักเรียนทุนระดับประเทศ และสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศมาแล้ว กลับมาทำงานเพื่อสั่งสมประสบการณ์ และนำไปสู่การต่อยอด
ในมิติต่างๆ ในอนาคต” ผอ.ดีป้าให้ข้อมูล

ผอ.ดีป้ายังเผยว่า นอกจากนี้ มีการจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือเรื่องการพัฒนาบุคลากรเพื่อใช้ประโยชน์ข้อมูลภาครัฐ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการศึกษา 21 แห่ง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน), สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
เจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น, และแคท

ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีข้อมูลขนาดใหญ่ (บีเอ็กซ์) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ จัดตั้งขึ้นเป็นสถาบันภาครัฐแห่งแรกของประเทศไทยที่เน้นด้านการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ โดยสถาบันมีการระดมบุคลากรในสาขาที่ขาดแคลน ได้แก่
นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรข้อมูลให้เข้ามาร่วมทำงาน อีกทั้งสถาบันให้ค่าตอบแทนที่สูงกว่าภาครัฐทั่วไป สามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเข้ามาร่วมทำงานได้มากกว่าระบบภาครัฐแบบดั้งเดิม

ด้าน คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เผยว่า การจัดตั้งสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ โดยอาศัยกลไกการวิเคราะห์ ที่เรียกว่า “บิ๊กดาต้า อนาไลติกส์” คาดว่าจะสร้างพัฒนาคลังข้อมูลดิจิทัล ให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะภาครัฐจะต้องเร่งผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากคลังข้อมูลขนาดใหญ่ ให้สามารถบูรณาการและให้บริการข้อมูลข้ามหน่วยงานได้อย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการให้บริการประชาชน และเป็นข้อมูลในการพัฒนาประเทศ

โดยทีมงานของสถาบัน ได้เริ่มพัฒนากรอบแนวทางด้านข้อมูล เพื่อการจัดสรรทรัพยากรด้านบริการสุขภาพให้เหมาะสมตรงกับความต้องการ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบโจทย์ให้ตรงจุด เพื่อยกระดับการบริการสาธารณสุขในเขตพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาค
ตะวันออก (อีอีซี)

สำหรับกรอบดำเนินการระยะสั้น จะเน้นเรื่องการนำข้อมูลสุขภาพที่มีอยู่แล้ว เช่น ข้อมูลการเบิกจ่ายประกันสุขภาพจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานการสารสนเทศบริการสุขภาพ (สกส.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ข้อมูลประวัติผู้ป่วยของสถานบริการที่มีความพร้อม และข้อมูลประชากร ตำแหน่งที่ตั้งโรงงานจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ มาวิเคราะห์และจัดทำระบบนำร่อง เพื่อใช้ประโยชน์ข้อมูลเบื้องต้น

ทั้งนี้ จะเน้นปัญหาการจัดสรรทรัพยากรสุขภาพ และความเสี่ยงการเป็นโรค เป็นต้น และเพื่อให้เกิดรูปธรรมในการดำเนินงาน คาดว่าในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ทางสถาบันจะนำผลวิเคราะห์การกระจายตัวของข้อมูล ปรึกษากับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อพัฒนาโมเดลคณิตศาสตร์เชิงทำนายต่อไป และเพื่อให้ความยั่งยืนในการใช้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ และขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ

“สถาบันได้เริ่มจัดรายการข้อมูลทางด้านสาธารณสุขสำคัญๆ ทั้งข้อมูลที่มีอยู่และข้อมูลที่ยังไม่มีการจัดเก็บเพื่อเตรียมสำหรับเชื่อมโยงข้อมูลการวิเคราะห์ในระยะยาวต่อไป” คณิศสรุป

เป็นอีกก้าวหนึ่งของไทย เพื่อให้ภาครัฐทันกับยุคดิจิทัล