หน้าแรก เศรษฐกิจ สกู๊ปพิเศษ : ...

สกู๊ปพิเศษ : ปั๊ม ‘เอ็นจีวี’ ปิดตัวรับเทรนด์พลังไฟฟ้า วัดใจ รบ.ใหม่

23.06.19 | 08:34 น.

หากยังจำกันได้ช่วงปลายปี 2548 มีนโยบายด้านพลังงานที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทยอย่างมากในยุคนั้น

เพราะช่วงนั้น นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีนโยบายด่วนสั่งการให้ปฏิรูปการใช้พลังงาน เพื่อรับมือน้ำมันแพงจนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบหลายหมื่นล้านบาท จึงต้องหาแนวทางลดการนำเข้าน้ำมัน เป้าหมายจึงมุ่งไปที่การเน้นใช้ก๊าซธรรมชาติที่ไทยผลิตได้เอง 80% พร้อมสั่งปรับปรุงโรงแยกก๊าซ เพื่อให้ได้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ใช้กับรถยนต์ได้โดยตรง

ผลจากนโยบายดังกล่าวทำให้ในเวลานี้ประเทศไทยมีเชื้อเพลิงเพิ่มเติมอีกชนิดหนึ่ง เอ็นจีวีสำหรับรถยนต์ราคาถูกกว่าน้ำมันประมาณ 50% ทั้งรถยนต์บ้านและรถยนต์เพื่อการขนส่งรูปแบบต่างๆ นอกเหนือจากน้ำมันชนิดต่างๆ ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี)

นอกจากนี้ยังเกิดสถานีบริการสำหรับเติมก๊าซเอ็นจีวี โดยมีบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับนโยบายรัฐบาลนำร่องจำหน่าย และผู้ประกอบการที่กระโจนเข้ามาเล่นในตลาดเอ็นจีวีจำนวนมาก ขณะที่บรรดาค่ายรถยนต์ก็รับนโยบายด้วยการติดตั้งระบบเอ็นจีวีภายในรถยนต์

ทั้งหมดมีเป้าหมายหลักเพื่อดูแล บรรเทาค่าครองชีพของประชาชน!!

Advertisement

แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันโลกลดลงอย่างมาก และยังมีแนวโน้มทรงตัวแบบขาลง เนื่องจากทั่วโลกมีพลังงานใหม่ๆ เกิดขึ้น กอปรกับทั่วโลกกำลังมุ่งสู่พลังงานไฟฟ้า เกิดรถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือบีอีวี ทำให้
เทรนด์การใช้เอ็นจีวีลดลงกระทบกับธุรกิจเอ็นจีวี โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยที่สายป่านธุรกิจมีข้อจำกัด

ล่าสุด โครงสร้างราคาเอ็นจีวีสำหรับรถยนต์ทั่วไปแบบลอยตัว ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 15.90 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ขณะที่ราคาเอ็นจีวีสำหรับรถสาธารณะที่มี ปตท.อุดหนุนหลักพันล้านต่อปีก็มีแผนลอยตัวเช่นกัน
จากราคา 10.62 บาทต่อ กก. ทำให้เกิดส่วนต่างระหว่างรอลอยตัวกับอุดหนุนคิดเป็นอัตราที่ต้องเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6 บาทต่อ กก.

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติลอยตัว โดยกำหนดกรอบลอยตัวช่วงแรก 3 บาทต่อ กก. ขึ้นราคา 4 เดือนต่อ 1 บาทต่อ กก. เริ่มครั้งแรก วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 ทำให้
ราคาปัจจุบันสำหรับรถสาธารณะอยู่ที่ไม่เกิน 11.62 บาทต่อ กก. ครั้งที่ 2 วันที่ 16 กันยายน 2562 และวันที่ 16 มกราคม 2562

ทั้งนี้ ตามกรอบการขึ้นราคาดังกล่าว

ผู้บริหารกระทรวงพลังงานยอมรับว่าต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ว่าจะดำเนินตามมติ กบง.หรือไม่ และจะตัดสินใจขึ้นราคาอีก 3 บาทที่เหลือหรือไม่ด้วย เพราะปกตินโยบายราคาพลังงานถูกยึดโยงกับนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองอย่างเหนียวแน่นอยู่แล้ว

ศักดิ์ชัย ลีสวรรค์ นายกสมาคมผู้ประกอบการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ระบุว่า ผู้ประกอบการทุกสายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเอ็นจีวีได้รวมกลุ่มเตรียมยื่นข้อเสนอเรียกร้องให้รัฐบาลมีนโยบายผลักดันการใช้เอ็นจีวีซึ่งถือเป็นพลังงานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หลังประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยสถานีบริการเอ็นจีวีได้ทยอยปิดกิจการไปแล้วกว่า 50 แห่ง จากที่มีอยู่กว่า 500 แห่ง โดยคาดว่าปัจจุบันเหลือ กว่า 400 แห่ง

เมื่อรัฐบาลจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วเสร็จทางสมาคมจะทำข้อเสนอขอเข้าพบรัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ทันที เพื่อหารือถึงแนวทางต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาและช่วยเหลือ

ผู้ประกอบการเอ็นจีวีสำหรับรถยนต์ แต่หากภาครัฐยังนิ่งเฉยเชื่อว่าผู้ประกอบการปั๊ม

เอ็นจีวีจะทยอยล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ และคาดว่าปั๊มเอ็นจีวีจะปิดกิจการอีกกว่า 50 แห่งภายในปีนี้

ศักดิ์ชัยŽ ชี้ว่า การที่รัฐยังตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ปัจจุบันอยู่ที่ 25.79 บาทต่อลิตร ยิ่งสะท้อนส่วนต่างราคาดีเซลกับเอ็นจีวีใกล้เคียงกันมากเกินไปเห็นได้จากราคาเอ็นจีวีปรับตัวสูงขึ้นถึง 70-80% ของราคาดีเซล ไม่จูงใจให้ประชาชนและภาคขนส่งหันมาใช้เอ็นจีวีลดลงอยู่ที่ประมาณ 5,500 ตันต่อวัน จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 9,000 ตันต่อวัน ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 6% ของความต้องการใช้เอ็นจีวีทั้งประเทศ ส่วนอีก 80-90% ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก

ด้านผู้บริหารจาก บริษัท สากล เอนเนอยี จำกัด (มหาชน) จักรพงส์ สุเมธโชติเมธา กรรมการผู้จัดการใหญ่ แสดงความเห็นว่า ทางสมาคมมีแนวทางเสนอให้รัฐบาลยกเลิกการลอยตัวราคาเอ็นจีวี พร้อมให้รัฐชดเชยราคาขายปลีกเอ็นจีวีที่กิโลกรัมละ 2-3 บาท เพื่อดึงราคาให้กลับมาอยู่ที่ประมาณ 11-13 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15.90 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับระยะทางแต่ละพื้นที่ รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐกลับมาดำเนินแนวทางตามข้อตกลงการดูแลราคา

เอ็นจีวีให้อยู่ที่ประมาณ 50% ของราคาดีเซลเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเอ็นจีวีสำหรับรถยนต์ให้อยู่รอดได้ต่อไป

สมาคมต้องการทวงสัญญาที่รัฐบาลเคยให้คำมั่นกับภาคเอกชนว่าจะมีการส่งเสริมให้เกิดการใช้เอ็นจีวีให้อยู่ในราคา 50% ของราคาดีเซล พร้อมยืนยันเอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิงสะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยลดปัญหาปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ได้ดีกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น

จากข้อเรียกร้องดังกล่าว ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ข้อเรียกร้องของสมาคมผู้ประกอบการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) เรียกร้องให้ทบทวนราคาเอ็นจีวี โดยต้องการให้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาอุดหนุนราคานั้น มองว่านโยบายการอุดหนุนราคาเอ็นจีวีไม่ควรมีต่อไปเนื่องจากสถานการณ์ต่างจากอดีตที่ราคาน้ำมันค่อนข้างแพง รัฐบาลจึงส่งเสริมการใช้ ประกอบกับขณะนั้นก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีปริมาณสูงแต่ปัจจุบันปริมาณลดลงและมีแนวโน้มต้องนำเข้า ขณะที่ราคาน้ำมันภาพรวมของโลกมีทิศทางต่ำลง ดังนั้นการลอยตัวราคาเอ็นจีวีจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว โดยขณะนี้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ยังอุดหนุนเฉพาะเอ็นจีวีในรถสาธารณะ โดยจะอุดหนุนถึงสิ้นเดือนมกราคม 2563

ขณะที่ ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ยืนยันว่า ปตท.พร้อมดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการกำหนดราคาเอ็นจีวี แต่เห็นว่าราคาเอ็นจีวีที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 16 บาทกว่าต่อกิโลกรัม โดยปัจจุบันรัฐบาลเห็นแล้วว่าควรปรับราคาเอ็นจีวีขึ้นเป็นครึ่งหนึ่งของราคาน้ำมันดีเซล ทำให้อุดหนุนน้อยลงเหลือประมาณ 3 บาทบวกลบ ซึ่งเป็นอัตราที่ยังรับได้และเหมาะสม ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจเอ็นจีวีในอนาคตนั้นควรจะเป็นการทำสถานีบริการ (ปั๊ม) ตามแนวท่อดีที่สุด เนื่องจากปัจจุบันแนวท่อนั้นครอบคลุมหลายพื้นที่ของประเทศแล้ว และการขนส่งง่ายไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูง

ก่อนหน้านี้ ปตท.มีการอุดหนุนเอ็นจีวี ให้ราคาถูกมาหลายปี เนื่องจากช่วงนั้นราคาน้ำมันแพง รัฐบาลจึงมีคำสั่งให้คุมราคาเอ็นจีวีน้อยกว่าครึ่งของราคาดีเซล เพื่อให้ผู้บริโภคมาใช้เอ็นจีวีแทนน้ำมัน แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันนั้นถูกลงมามาก จึงไม่จำเป็นจะต้องกดราคาเอ็นจีวีให้ต่ำลงแล้วŽ นายชาญศิลป์กล่าว

จากท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชัดเจนว่าปิดตายข้อเสนอของเอกชนแต่ใช่ว่าจะหมดหนทาง เพราะคำตอบที่แท้จริงอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ว่าจะมีนโยบาย

ย้อนแย้งวัฏจักรของธุรกิจที่กำลังขาลง หรือจะเลือกรักษาสัญญาของรัฐบาลในอดีตหวังผลทางการเมืองในปัจจุบัน ต้องติดตามด้วยใจระทึก