วันที่ 24 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หุ้นไทยเปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,717.82 จุด จากนั้นเคลื่อนไหวในแดนบวกที่ระดับ 1,718.47 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 1.33 จุด หรือ 0.08% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ระดับ 1,724.23 จุด ทำจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ระดับ 1,716.15 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 19,741.14 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์(บล.)ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นต่างประเทศเริ่มชะลอตัว เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทย ซึ่งปรับขึ้นด้วยอัตราเร่งที่ลดลง อย่างไรก็ตามปัจจัยกดดันยังไม่มีให้เห็นเด่นชัด จึงมองว่าการชะลอตัวเป็นการลดความร้อนแรงทางเทคนิคลง ซึ่งมีแนวรับที่ระดับ 1,712 และ 1,700 จุด ที่คาดว่ายังเป็นจุดรองรับได้ เพื่อปรับขึ้นต่อ ด้านราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวขึ้น ซึ่งเป็นแรงหนุนให้หุ้นในกลุ่มพลังงาน และการทำ Window dressing ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นเป็นอีกปัจจัยหนุน โดยดัชนีมีแนวต้านถัดไปที่ระดับ 1,728 และ 1,733 จุด ในส่วนของเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) พบว่ามีการซื้อสุทธิในหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 โดยรวมสัปดาห์ที่ผ่านมาต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยกว่า 385 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รองจากไต้หวันที่ซื้อสุทธิถึง 1.07 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ฟิลิปปินส์ขายสุทธิ 23 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
สำหรับกลยุทธ์ที่แนะนำในการลงทุนคือ ซื้อถือ หรือหากอ่อนตัวให้ซื้อสะสม โดยแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบายระยะสั้นและระยะยาวจากภาครัฐ อาทิ ROBINS, CPALL, BJC, STEC, CK, SEAFCO, AMATA, WHA, ROJNA หุ้นที่มีผลการดำเนินงานฟื้นตัว อาทิ WORK หุ้นกลุ่มพลังงาน และปิโตรฯ อาทิ PTT, PTTEP, PTTGC, IRPC, TOP และหุ้นกลุ่มแบงก์ อาทิ BBL, KTB, KBANK ซึ่งทั้งสามกลุ่มนี้ คาดว่าจะเป็นเป้าหมายถัดไปที่จะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้าเพิ่มเติม

