นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) หรือ พีทีที เปิดเผยว่า ปตท.ได้ปรับลดเป้าหมายกำไรในปีนี้ลดลงเล็กน้อย จากที่ตั้งเป้าไว้ในช่วงต้นปี เนื่องจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ส่งผลกระทบต่อส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์(สเปรด)น้ำมัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลง ทำให้ผลประกอบการของบริษัทในเครือลลดลง อาทิ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีทีจีซี และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) หรือ ไออาร์พีซี ขณะที่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน) และบริษัท ไออาร์พีซี ยังได้รับผลกระทบจากน้ำมันเบนซินที่ล้นตลาด แม้ว่า ปีนี้ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. จะมีรายได้จากการเข้าไปลงทุนโครงการใหม่ๆเพิ่มเติม อาทิ การเข้าซื้อกิจการ “เมอร์ฟี่ ออยล์ คอร์ปอเรชั่น” ในประเทศมาเลเซีย ที่จะรับรู้รายได้บางส่วนนั้น แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยกับผลกระทบจากสงครามการค้าที่มีต่อธุรกิจปิโตรเคมี
“คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในช่วงที่เหลือของปีนี้จะอยู่ในกรอบ 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบยังล้นตลาด มีกำลังผลิตทั้งจากกลุ่มประเทศนอกโอเปก กำลังผลิตจากเชลล์แก๊สและเชลล์ออยล์จากสหรัฐ จากโอมาน จากซาอุดิอาระเบีย ออกสู่ตลาดปริมาณมาก ดังนั้นปีนี้จึงเป็นปีของการปรับตัว คาดว่าจะเห็นการเข้าสู่สมดุลของสถานการณ์ราคาน้ำมันอีกทีปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า สเปรดต่างๆก็อาจต้องประเมินกันใหม่ กำไรปีนี้คงลดลงจากเป้า แต่กำไรยังมีอยู่ ขณะที่ปัญหาสงครามการค้าฯ ก็เชื่อว่าจะมีผลกระทบระยะสั้นหรือน่าจะเริ่มดีขึ้นในช่วงปลายปีนี้” นายชาญศิลป์กล่าว

