เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2562 กลุ่มผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม จำนวน 6 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด, บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด, บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน), บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน), บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด และบริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) เข้ายื่นหนังสือต่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจารณาให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมทุกรายมีโอกาสเข้าถึง บริการท่อร้อยสายสื่อสารของหน่วยงานของรัฐโดยตรง
ทั้งนี้ จากกรณีที่ปรากฏตามข่าวว่ากรุงเทพมหานครซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่นได้ให้ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งอยู่ในความควบคุมของกรุงเทพมหานคร โดยการถือหุ้นร้อยละ 99.98 ดำเนินโครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ระยะทาง 2,450 กิโลเมตร โดยคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) ครั้งที่ 5/2561 ได้มีมติเห็นชอบ โดยให้คำนึงถึงแนวทางการใช้โครงข่ายและโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน และการกำหนดราคาค่าธรรมเนียมการใช้พื้นที่ที่เหมาะสม คำนึงถึงผลกระทบต่อทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม ประชาชนผู้ใช้บริการ ประโยชน์สาธารณะและผู้ที่เกี่ยวข้อง และให้กำหนดราคาค่าเช่าท่อร้อยสายสื่อสารที่เหมาะสม
และปรากฎต่อมาว่าบริษัทกรุงเทพธนาคม ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมให้บริการท่อร้อยสายจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มิได้ดำเนินการดังกล่าวเองโดยตรง แต่ได้คัดเลือกเอกชนโดยให้ยื่นข้อเสนอและปรากฏว่ามีผู้ยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียวและทำให้บริษัทกรุงเทพธนาคมมอบสิทธิให้เอกชนรายนั้นซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายหนึ่งแสวงหาประโยชน์จากท่อร้อยสายอันเป็นทรัพย์สินของรัฐและเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ได้ถึงร้อยละ 80 (โดยให้สิทธินำสาธารณะสมบัติของแผ่นดินไปให้ผู้อื่นใช้ต่อได้ด้วยโดยเอกชนรายดังกล่าวมีสิทธิเรียกเก็บค่าตอบแทน) เป็นเวลาถึง 30 ปี ซึ่งเท่ากับว่าหากผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใดนำสายสื่อสารที่พาดตามเสาในปัจจุบันลงไปใต้ดินตามนโยบายของรัฐบาลก็จำต้องมาขอใช้ท่อร้อยสายและชำระค่าตอบแทนให้แก่เอกชนคู่สัญญากับบริษัทกรุงเทพธนาคม
ดังนั้น กลุ่มผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 ทั้ง 6 รายจาก กสทช. ซึ่งมีประชาชนผู้ใช้บริการรวมกันมากกว่า 70 ล้านราย มีความเห็นว่า กรุงเทพมหานครโดยกรุงเทพธนาคมในฐานะหน่วยงานของรัฐ ควรให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมทุกรายเข้าถึงบริการท่อร้อยสายของรัฐจากหน่วยงานของรัฐได้โดยตรงตามหลักเกณฑ์ของ กสทช. ไม่ควรมอบสิทธิผูกขาดให้แก่เอกชนรายใดรายหนึ่งเพียงรายเดียวในการนำไปแสวงหาประโยชน์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ กสทช. ด้วยเหตุผลดังนี้
1.โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ดำเนินการโดยกรุงเทพมหานครผ่านบริษัทกรุงเทพธนาคมเป็นกิจการสาธารณูปโภค ซึ่งถือเป็นกิจการของรัฐโดยกรุงเทพมหานครจะขุดเจาะที่สาธารณะเพื่อวางท่อ โครงการดังกล่าวถือเป็นกิจการของรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยใช้อำนาจมหาชนของรัฐ (กรุงเทพมหานคร) ท่อร้อยสายของบริษัทกรุงเทพธนาคมโดยกรุงเทพมหานครจึงเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน เพื่อประโยชน์สาธารณะโดยเป็นทรัพย์สินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ (ตามนัยคำพิพากษาศาลปกครอง สูงสุดที่ ฟ 35/2550) หน่วยงานของรัฐจึงควรให้ผู้รับใบอนุญาตทุกรายเข้าถึงสาธารณูปโภคนี้จากหน่วนงานของรัฐ ได้โดยตรงและมิควรมอบสิทธิผูกขาดให้แก่เอกชนรายใดรายหนึ่งไปแสวงหาประโยชน์จากสาธารณะสมบัติของ แผ่นดินดังกล่าวได้
2.ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับกฎหมาย กล่าวคือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบกิจการโทรคมนาคม และประกาศ กสทช. เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการใช้ การลงทุน และการสร้างท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินหรือกับโครงสร้างพื้นฐานหน่วยงานของรัฐเพื่อให้บริการโทรคมนาคม ซึ่งข้อ 4 กำหนดว่า “ผู้รับใบอนุญาตที่มีท่อร้อยสายสื่อสาร (หมายถึงบริษัทกรุงเทพธนาคม) ต้องยินยอมให้ผู้รับใบอนุญาตรายอื่นใช้ท่อร้อยสายของตน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนดในประกาศนี้” กล่าวคือ บริษัทกรุงเทพธนาคมในฐานะผู้รับใบอนุญาตต้องจัดทำ “ข้อเสนออ้างอิงการใช้ท่อร้อยสาย” ให้ กสทช. เห็นชอบ ก่อนเพื่อความโปร่งใสและเพื่อเป็นกรอบให้ผู้รับใบอนุญาตรายอื่นสามารถรู้รายละเอียดเส้นทาง อัตราค่าบริการ เทคโนโลยีต่างๆ และขอใช้ได้อย่างเท่าเทียมกัน
ซึ่งหมายถึงว่าตามกฎหมายแล้ว บริษัทกรุงเทพธนาคมไม่สามารถดำเนินการไปในทางอื่น เช่น การมอบสิทธิผูกขาดให้แก่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใดรายหนึ่งแสวงหาประโยชน์จากท่อร้อยสายร้อยละ 80 ตั้งแต่ต้นเพื่อให้ผู้รับใบอนุญาตรายอื่นอีกจำนวนมากขาดทางเลือกในทางปฏิบัติ จำต้องมาขอใช้ท่อร้อยสายอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินจากเอกชนรายนั้นซึ่งเป็นคู่แข่งในการให้บริการโทรคมนาคม อันจะทำให้หลักประกันความโปร่งใสและการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกันตามที่ประกาศ กสทช กำหนดหมดไป
3.การดำเนินการดังกล่าวเป็นทำลายการแข่งขันที่เป็นธรรม และไม่มีหลักประกันใดให้แก่ ผู้บริโภค ผู้ผูกขาดจะอยู่ในฐานะที่สามารถหากำไรส่วนเกินในระยะยาว เปรียบเสมือนค่า สัมปทาน ที่เรียกเก็บและสามารถนำกลับมาแข่งขันกับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายอื่น อันเป็นการบิดเบือน การแข่งขัน ซึ่งผู้บริโภคก็จะเป็นผู้ได้รับความเสียหายในท้ายที่สุด ขณะเดียวกัน เมื่อต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น ค่าบริการก็จะสูงขึ้น
ทั้งนี้ จากที่ปรากฎเป็นข่าวว่า อาจมีการกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมชำระค่าบริการท่อร้อยสายในอัตรา 3,217 บาท/ไมโครดักท์/กิโลเมตร /เดือน (ภายใต้โครงการมหานครอาเซียน) หรือ 7,000 – 8,000 บาท/ไมโครดักท์/กิโลเมตร /เดือน (ภายใต้การกำหนดของบริษัทกรุงเทพธนาคม) ซึ่งผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมจะต้องรับภาระการลงทุนใหม่ประมาณ 6,860 ล้านบาท และมีต้นทุนเพิ่มจากการเช่าท่อร้อยสาย สื่อสารใต้ดินที่สูงอย่างมีนัยยะสำคัญประมาณ 95 ล้านบาทต่อปี (อัตราภายใต้โครงการมหานครอาเซียน) หรือ ประมาณ 205.80-235.2 ล้านบาท (อัตราที่บริษัทกรุงเทพธนาคมกำหนด) ซึ่งสูงเกินสมควรและจะทำให้ผู้ใช้บริการเดือดร้อนจากภาระค่าใช้บริการที่สูงขึ้น

4.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่าการดำเนินโครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดินใน พื้นที่กรุงเทพมหานครดังกล่าวจะเข้าข่ายที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายใดบ้าง รวมถึงกฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุน ระหว่างรัฐและเอกชน
และ 5.กลุ่มผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมให้ความสนับสนุนในการจัดระเบียบสายสื่อสารให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่การดำเนินการดังกล่าวควรดำเนินการให้ถูกต้องและเป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ก็มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานคร ก็อาจให้บริการท่อร้อยสายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสิ้นเปลืองน้อยกว่า
และจะเห็นว่า การแก้ปัญหาสายสื่อสารที่พาดบนเสาไฟฟ้าที่ไม่เป็นระเบียบมีได้หลายวิธีและวิธีที่เหมาะสมจะแตกต่างกันในแต่ละเส้นทาง ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีปลดลงทุกเส้นทางเสมอไป เช่น หากดำเนินการจัดระเบียบให้เรียบร้อย ก็จะมีภาระการลงทุนใหม่เพียง 470 ล้านบาท และต้นทุนค่าเช่าประมาณ 5.4 ล้านบาทต่อปี และขณะนี้ กลุ่มผู้ประกอบการโทรคมนาคมได้เข้าร่วมศึกษาหาแนวทางการจัดระเบียบสายสื่อสารให้เป็นระเบียบร่วมกัน ซึ่งคาดว่าจะได้รูปแบบทดลองจัดระเบียบที่ชัดเจนในการจัดระเบียบประมาณเดือนสิงหาคมนี้ และกลุ่มผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมจะนำเรียนเสนอต่อไป
ดังนั้น กลุ่มผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมจึงเห็นว่าภาครัฐควรชะลอการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานครไว้ก่อน และในขณะเดียวกัน ควรให้บอร์ดดีอีหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำข้อเสนอประกอบความเห็นของหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายและนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณา โดยการดำเนินการอยู่ ภายใต้หลักการที่ว่ามิให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายเกินสมควรแก่ผู้บริโภคและความเป็นธรรมในการแข่งขัน ดังนี้
1.ให้ศึกษาแนวทางการจัดระเบียบสายสื่อสาร เพื่อเปรียบเทียบความเหมาะสมและความคุ้มค่าของ แต่ละวิธีการในแต่ละเส้นทาง หากจำเป็นที่จะต้องปลดสายสื่อสารเพื่อนำลงใต้ดินตามท่อร้อยสายก็ให้จัดทำเท่าที่ จำเป็นเท่านั้นและดำเนินการในระยะเวลาที่เหมาะสม
2.ให้ผู้ขอใช้ท่อร้อยสายทุกรายสามารถเข้าถึงท่อร้อยสายของหน่วยงานของรัฐได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านเอกชนรายใด โดยให้เป็นไปตามกฎหมายและประกาศ กสทช. เรื่องแนวทางปฏิบัติในการใช้ การลงทุน และการสร้างท่อร้อยสายสื่อสาร หรือกับโครงสร้างพื้นฐานหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้บริการโทรคมนาคม

